e (ค่าคงตัว)

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:ลิงก์ไปภาษาอื่น

e เป็นค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ ที่เป็นฐานของลอการิทึมธรรมชาติ มีค่าประมาณ 2.71828[1] สามารถนิยามได้หลายวิธี เช่น e เป็นจำนวนจริงที่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ว่า ฟังก์ชัน ex มีค่าเท่ากับความชัน (derivative) ของตัวเองสำหรับทุกจำนวนจริง x หรือกล่าวได้ว่า อนุพันธ์ของฟังก์ชันดังกล่าวมีค่าเท่ากับตัวมันเองเสมอ ซึ่งฟังก์ชันที่สอดคล้องกับเงื่อนไขนี้จะอยู่ในรูป kex เมื่อ k เป็นค่าคงตัวใด ๆ นอกจากนี้ e ยังมีค่าเท่ากับ limn(1+1n)n ซึ่งเป็นสมการที่พบในการคำนวณเกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้น (Compound interest) นอกจากนี้ e สามารถคำนวณได้โดยสูตรอนุกรมอนันต์นี้ :[2]

e=n=01n!=11+11+112+1123+...

ค่าคงที่ e สามารถทำให้อยู่ในรูปสมการได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ฟังก์ชัน f(x)=ex เรียกว่า ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Function) เป็นฟังก์ชันที่มีค่าเท่ากับอนุพันธ์ (Derivative) ของตัวเอง มีเอกลักษณ์แตกต่างจากฟังก์ชันอื่น

ส่วนลอการิทึมธรรมชาติ (Natural logarithm) หรือ ลอการิทึมฐาน e (Logarithm to base e) คือ ฟังก์ชันที่ผกผันกับฟังก์ชันเอ็กโพเนเนเชียล ลอการิทึมธรรมชาติของเลขที่มากกว่า 1 (k>1) สามารถหาได้โดยตรงจากพื้นที่ใต้กราฟของฟังก์ชัน f(x)=1x ระหว่าง x=1 และ x=k ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ k = e พื้นที่ใต้กราฟระหว่าง 1 และ e จะเท่ากับ ln(e) (ลอการิทึมธรรมชาติของ e) หรือ 1

กราฟสมการ y = 1/x ในที่นี้ e คือตัวเลขเดียวจากเลขหนึ่ง ที่ทำให้พื้นที่ใต้กราฟมีค่าเท่ากับ 1

e มักเรียกกันว่า จำนวนของออยเลอร์ (Euler's number) (ระวังสับสนกับ γ, ค่าคงตัวออยเลอร์-แมสเชโรนี) ตามนักคณิตศาสตร์ชาวสวิส เลออนฮาร์ด ออยเลอร์ (Leonhard Euler) ผู้ริเริ่มการใช้สัญลักษณ์ e เพื่อแทนจำนวนนี้ และเป็นคนแรกที่ศึกษาสมบัติของจำนวนนี้อย่างละเอียด e ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ค่าคงตัวเนเปียร์ ตามจอห์น เนเปียร์ (John Napier) นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตผู้ค้นพบลอการิทึม อนึ่ง ค่า e ถูกค้นพบครั้งแรกโดย ยาค็อบ แบร์นูลลี (Jacob Bernoulli) นักคณิตศาสตร์ชาวสวิส ในการศึกษาเรื่องดอกเบี้ยทบต้น [3]

e เป็นจำนวนที่มีความสำคัญมากในคณิตศาสตร์ โดย e เป็นจำนวนอตรรกยะ และ จำนวนอดิศัย เหมือนกับค่า π โดยค่าคงตัวทั้งสองนี้ ประกอบกับ 0 1 และ i มีบทบาทที่สำคัญมากในวิชาคณิตศาสตร์ และมักปรากฏตัวในสมการทางคณิตศาสตร์ โดยมีสมการหนึ่งที่รวมค่าคงตัวทั้งห้านี้เอาไว้ในสมการเดียว เรียกว่า เอกลักษณ์ของออยเลอร์ อันได้ชื่อว่าเป็นสมการที่สวยงามที่สุดในคณิตศาสตร์[4]

ค่า e ที่ปัดเป็นเลขทศนิยม 50 หลัก เท่ากับ 2.71828 18284 59045 23536 02874 71352 66249 77572 47093 69995... (ลำดับ A001113 ใน OEIS)

การประยุกต์ใช้ e

การคิดดอกเบี้ยทบต้น

ยาค็อพ แบร์นุลลี (Jacob Bernoulli) ค้นพบค่า e ในปี 1683 ในการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้น ลักษณะดังนี้:

แม่แบบ:คำพูด

หากทบทุก 6 เดือน จะได้สองครั้ง ครั้งละ 50% นั่นคือ 1 บาท ตอนแรกจะคูณ 1.5 สองครั้ง ได้ 1.52 = 2.25 บาท หากทบทุก 3 เดือนก็จะคูณ 1.25 สี่ครั้ง ได้ 1.254 = 2.44140625 บาท หากทบรายเดือนก็จะได้ (1+1/12)12 = 2.613035... บาท และยิ่งถี่ขึ้นก็จะได้เงินมากขึ้นไปอีก โดยถ้าทบต้น n ครั้งต่อปี จะได้ดอกเบี้ยครั้งละ 100%n และเมื่อจบปีก็จะมีเงิน (1+1n)n บาท

แบร์นูลลีสังเกตว่าการเพิ่มขึ้นเมื่อทบต้นถี่ขึ้นนี้มีขีดจำกัด โดยเมื่อทบต้นอย่างต่อเนื่องจะมีเงินเมื่อจบปีมากที่สุดที่เป็นไปได้ด้วยดอกเบี้ยอัตรานี้ ก็คือ ค่า e นั่นเอง ในทำนองเดียวกัน บัญชีใด ๆ ที่เริ่มต้นด้วยเงิน Nบาท และได้ดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องด้วยอัตรา R ต่อปี จะมีเงินจำนวน NeRt เมื่อเวลาผ่านไป t ปี (ในที่นี้ R เป็นจำนวนทศนิยมของอัตราดอกเบี้ย เสมือนการใช้ % ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ 5%, R = 0.05)

การแจกแจงปรกติมาตรฐาน (สถิติศาสตร์)

การแจกแจงปรกติ (Normal distribution) ที่มีค่า μ = 0 และ σ 2 = 1 จะถูกเรียกว่า การแจกแจงปรกติมาตรฐาน (standard normal distribution) โดยใช้ฟังก์ชันความหนาแน่นของความน่าจะเป็น (Probability density function):[5]

f(x)=12πσe(xμ)22σ2

เมื่อ σ เป็นส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ μ เป็นค่าเฉลี่ย

ความน่าจะเป็น

ในวิชาความน่าจะเป็น พบ e ในปัญหาเกี่ยวกับการสลับคู่ ดังนี้[6]: สมมุติว่ามีแขกร่วมงานเลี้ยง n คน เดินเข้าประตูมาแล้วฝากหมวกของตนเองไว้กับคนใช้ ซึ่งนำหมวกเหล่านี้ไปใส่ในกล่อง n ใบ โดยหมวกและกล่องแต่ละใบมีชื่อของแขกแต่ละคน แต่คนใช้ไม่ทราบชื่อของแขกแต่ละคน จึงนำหมวกเหล่านี้ใส่ในกล่องอย่างสุ่ม ความน่าจะเป็นที่ไม่มีหมวกใบไหนเลย ที่อยู่ในกล่องที่ถูกต้อง คิดเป็น

pn=111!+12!13!+...=k=0n(1)kk!

ซึ่งเมื่อจำนวนแขก n เพิ่มสู่อนันต์แล้ว ความน่าจะเป็นนี้จะลู่เข้าหา 1e

การประมาณของสเตอร์ลิง

e ใช้ในการประมาณค่าของแฟกตอเรียลของจำนวนค่ามากได้ตามสูตร

n!2πn(ne)n

ซึ่งแปลว่า

e=limnnn!n

แคลคูลัส

กราฟแสดงอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f(x) = ex ที่จุด x = 0

หนึ่งในความสำคัญของการนิยามค่า e คือการนำไปใช้ในการหาอนุพันธ์หรือปริพันธ์ของฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียลและฟังก์ชันลอการิทึม โดยเมื่อพยายามคำนวณอนุพันธ์ของฟังก์ชัน y=ax จากนิยามของอนุพันธ์

ddxax=limh0ax+haxh=limh0axahaxh=ax(limh0ah1h)

จะสังเกตได้ว่าลิมิตในวงเล็บไม่ขึ้นกับ x แต่ขึ้นกับฐาน a เพียงอย่างเดียว โดยที่ e คือจำนวนที่ทำให้ลิมิตนี้เป็น 1 สอดคล้องกับสมบัติที่ว่า

ddxex=ex

e จึงเป็นฐานที่เหมาะสมต่อการทำแคลคูลัส เพราะเมื่อเลือกใช้เป็นฐานแล้วทำให้ง่ายต่อการคำนวณอนุพันธ์

ในทำนองเดียวกัน หากพยายามคำนวณอนุพันธ์ของฟังก์ชัน y=logax จะได้

ddxlogax=limh0loga(x+h)loga(x)h=limh0loga(1+h/x)xh/x=1xloga(limn0(1+1n)n)=1xlogae,

โดย n=xh

ดังนั้นถ้าแทน a เป็น e จะได้ว่าลอการิทึมในผลเป็น 1 ดังนั้น

ddxlogex=1x

ลอการิทึมฐาน e นี้เรียกว่าลอการิทึมธรรมชาติและตามปกติเขียนแทนด้วย ln ดังนั้นจึงเห็นได้เช่นเดียวกันว่า e เป็นฐานที่สะดวกต่อแคลคูลัส

จากคุณสมบัติที่ lnx มี 1x เป็นอนุพันธ์ นำไปสู่วิธีนิยาม e อีกวิธีคือ

0edtt=1

ทฤษฎีจำนวน

e เป็นจำนวนอตรรกยะและอดิศัย นั่นแปลว่า e ไม่สามารถเขียนเป็นเศษส่วนที่เศษและส่วนเป็นจำนวนเต็มได้ และไม่เป็นคำตอบของพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์เป็นจำนวนเต็ม ออยเลอร์เป็นคนแรกที่พิสูจน์ว่า e เป็นจำนวนอตรรกยะ โดยการแสดงว่า e เขียนเป็นเศษส่วนต่อเนื่องอนันต์ได้[7] สำหรับการที่ e เป็นจำนวนอดิศัยนั้นเป็นผลโดยตรงจากทฤษฎีบทลินเดอมาน-ไวเออร์ชตราส โดยผู้พิสูจน์ครั้งแรกว่า e เป็นจำนวนอดิศัยคือชาลส์ แอร์มิต

จำนวนเชิงซ้อน

ในระบบจำนวนจริง ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล ex สามารถเขียนเป็นอนุกรมเทย์เลอร์ได้เป็น

ex=n=0xnn!=1+x1!+x22!+x33!+...

ซึ่งอนุกรมนี้คงคุณสมบัติหลายประการของ ex ไว้ในระนาบเชิงซ้อน จึงถือเป็นนิยามของฟังก์ชัน ex สำหรับจำนวนเชิงซ่อนใด ๆ

จากการเทียบเคียงสมการนี้กับอนุกรมของ sinx และ cosx นำไปสู่สูตรของออยเลอร์ eix=cosx+isinx (ซึ่งมีเอกลักษณ์ออยเลอร์ eiπ+1=0 เป็นกรณีพิเศษที่ x=π) เมื่อนำสูตรของออยเลอร์ไปยกกำลังจะได้ทฤษฎีบทเดอมัวร์ (cosx+isinx)n=(eix)n=einx=cosnx+isinnx

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

แม่แบบ:รายการอ้างอิง แม่แบบ:โครงคณิตศาสตร์

  1. แม่แบบ:Cite encyclopedia
  2. Encyclopedic Dictionary of Mathematics 142.D
  3. O'Connor, J J; Robertson, E F. "The number e". MacTutor History of Mathematics.
  4. แม่แบบ:Cite book
  5. รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะ โควินท์ทวีวัฒน์ (2015). มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. "การสื่อสารดิจิตัล ตัวแปรสุ่มและกระบวนการสุ่ม แม่แบบ:Webarchive".
  6. Grinstead, C.M. and Snell, J.L.Introduction to probability theory แม่แบบ:Webarchive (published online under the GFDL), p. 85.
  7. แม่แบบ:Cite web แม่แบบ:Webarchive