ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัส

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

{{#invoke:sidebar|collapsible | class = plainlist | titlestyle = padding-bottom:0.25em; | pretitle = บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ | title = แคลคูลัส | image = abf(t)dt=f(b)f(a) | listtitlestyle = text-align:center; | liststyle = border-top:1px solid #aaa;padding-top:0.15em;border-bottom:1px solid #aaa; | expanded =

| abovestyle = padding:0.15em 0.25em 0.3em;font-weight:normal; | above = ทฤษฎีบทมูลฐาน แม่แบบ:Startflatlist

แม่แบบ:Endflatlistแม่แบบ:Startflatlist

แม่แบบ:Endflatlist

| list2name = อนุพันธ์ | list2titlestyle = display:block;margin-top:0.65em; | list2title = แคลคูลัสเชิงอนุพันธ์ | list2 =

แม่แบบ:Sidebar

| list3name = ปริพันธ์ | list3title = แคลคูลัสเชิงปริพันธ์ | list3 =

แม่แบบ:Sidebar

| list4name = อนุกรม | list4title = อนุกรม | list4 =

แม่แบบ:Sidebar

| list5name = เวกเตอร์ | list5title = แคลคูลัสเวกเตอร์ | list5 =

แม่แบบ:Sidebar

| list6name = หลายตัวแปร | list6title = แคลคูลัสหลายตัวแปร | list6 =

แม่แบบ:Sidebar

| list7name = พิเศษ | list7title = พิเศษ | list7 = แม่แบบ:Startflatlist

แม่แบบ:Endflatlist

}} ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัส (แม่แบบ:Langx) เป็นทฤษฎีบทที่กล่าวว่าอนุพันธ์และปริพันธ์ซึ่งเป็นการดำเนินการหลักในแคลคูลัสนั้นผกผันกัน

ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วน ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสส่วนแรก (First fundamental theorem of calculus) กล่าวว่าสำหรับฟังก์ชันต่อเนื่อง f ใด ๆ ปฏิยานุพันธ์ของ f สามารถหาได้จากการอินทิเกรต f เหนือช่วงสักช่วง แล้วให้ขอบเขตบนของการอินทิเกรตเป็นตัวแปรของฟังก์ชัน

ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสส่วนที่สอง (Second fundamental theorem of calculus) กล่าวว่าปริพันธ์ของฟังก์ชัน f เหนือช่วงสักช่วง จะเท่ากับผลต่างของค่าของปฏิยานุพันธ์ของ f ที่จุดขอบของช่วง

ทฤษฎีบททั้งสองเป็นหัวใจสำคัญของแคลคูลัส ผลสืบเนื่องสำคัญของทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสทำให้เราสามารถคำนวณหาปริพันธ์โดยใช้ปฏิยานุพันธ์ของฟังก์ชัน

ภาพโดยทั่วไป

โดยทั่วไปแล้ว ทฤษฎีบทนี้กล่าวว่าผลรวมของการเปลี่ยนแปลงที่น้อยยิ่ง ในปริมาณในช่วงเวลา (หรือปริมาณอื่น ๆ) นั้นเข้าใกล้การเปลี่ยนแปลงรวม

เพื่อให้เห็นด้วยกับข้อความนี้ เราจะเริ่มด้วยตัวอย่างนี้ สมมติว่าอนุภาคเดินทางบนเส้นตรงโดยมีตำแหน่งจากฟังก์ชัน x(t) เมื่อ t คือเวลา อนุพันธ์ของฟังก์ชันนี้เท่ากับความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก ๆ ของ x ต่อช่วงเวลาที่น้อยมาก ๆ (แน่นอนว่าอนุพันธ์ต้องขึ้นอยู่กับเวลา) เรานิยามความเปลี่ยนแปลงของระยะทางต่อช่วงเวลาว่าเป็นอัตราเร็ว v ของอนุภาค ด้วยสัญกรณ์ของไลบ์นิซ

dxdt=v(t)

เมื่อจัดรูปสมการใหม่จะได้

dx=v(t)dt

จากตรรกะข้างต้น ความเปลี่ยนแปลงใน x ที่เรียกว่า Δx คือผลรวมของการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก ๆ dx มันยังเท่ากับผลรวมของผลคูณระหว่างอนุพันธ์และเวลาที่น้อยมาก ๆ

ผลรวมอนันต์นี้ คือ ปริพันธ์ ดังนั้นการหาปริพันธ์ทำให้เราสามารถคืนฟังก์ชันต้นของมันจากอนุพันธ์เช่นเดียวกัน การดำเนินการนี้ผกผันกัน หมายความว่าเราสามารถหาอนุพันธ์ของผลการหาปริพันธ์ ซึ่งจะได้ฟังก์ชันอัตราเร็วคืนมาได้

เนื้อหาของทฤษฎีบท

ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสมีสองส่วน

ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสส่วนแรก

ให้ f เป็นฟังก์ชันที่หาปริพันธ์ได้บนช่วงปิด [a,b] และ F เป็นฟังก์ชันบนช่วง [a,b] นิยามโดย

F(x)=axf(t)dt สำหรับทุก axb

แล้ว F ต่อเนื่องบน [a,b] ยิ่งไปกว่านั้น ถ้า f เป็นฟังก์ชันต่อเนื่องบน [a,b] แล้ว F หาอุนพันธ์ได้ทุกจุดบน [a,b] และ F(x)=f(x) สำหรับทุก x ในช่วง [a,b][1]

ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสส่วนที่สอง

ให้ f เป็นฟังก์ชันหาอนุพันธ์ได้บนช่วงปิด [a,b] ถ้า f หาปริพันธ์ได้บนช่วงปิด [a,b] แล้ว

f(x)=f(a)+axf(t)dt

สำหรับทุก axb[1]

บทพิสูจน์

ส่วนที่ 1

กำหนดให้

F(x)=axf(t)dt

ให้ x1 และ x1 + Δx อยู่ในช่วง [a, b] จะได้

F(x1)=ax1f(t)dt

และ

F(x1+Δx)=ax1+Δxf(t)dt

นำทั้งสองสมการมาลบกันได้

F(x1+Δx)F(x1)=ax1+Δxf(t)dtax1f(t)dt(1)

เราสามารถแสดงได้ว่า

ax1f(t)dt+x1x1+Δxf(t)dt=ax1+Δxf(t)dt
(ผลรวมพื้นที่ของบริเวณที่อยู่ติดกัน จะเท่ากับ พื้นที่ของบริเวณทั้งสองรวมกัน)

ย้ายข้างสมการได้

ax1+Δxf(t)dtax1f(t)dt=x1x1+Δxf(t)dt

นำไปแทนค่าใน (1) จะได้

F(x1+Δx)F(x1)=x1x1+Δxf(t)dt(2)

ตามทฤษฎีบทค่าเฉลี่ยสำหรับการอินทิเกรต จะมี c อยู่ในช่วง [x1, x1 + Δx] ที่ทำให้

x1x1+Δxf(t)dt=f(c)Δx

แทนค่าลงใน (2) ได้

F(x1+Δx)F(x1)=f(c)Δx

หารทั้งสองข้างด้วย Δx จะได้

F(x1+Δx)F(x1)Δx=f(c)
สังเกตว่าสมการข้างซ้าย คือ อัตราส่วนเชิงผลต่างของนิวตัน (Newton's difference quotient) ของ F ที่ x1

ใส่ลิมิต Δx → 0 ทั้งสองข้างของสมการ

limΔx0F(x1+Δx)F(x1)Δx=limΔx0f(c)

สมการข้างซ้ายจะเป็นอนุพันธ์ของ F ที่ x1

F(x1)=limΔx0f(c)(3)

เพื่อหาลิมิตของสมการข้างขวา เราจะใช้ทฤษฎีบท squeeze เพราะว่า c อยู่ในช่วง [x1, x1 + Δx] ดังนั้น x1cx1 + Δx

จาก limΔx0x1=x1 และ limΔx0x1+Δx=x1

ตามทฤษฎีบท squeeze จะได้ว่า

limΔx0c=x1

แทนค่าลงใน (3) จะได้

F(x1)=limcx1f(c)

ฟังก์ชัน f มีความต่อเนื่องที่ c ดังนั้น เราสามารถนำลิมิตแทนในฟังก์ชันได้ ดังนั้น

F(x1)=f(x1)

จบการพิสูจน์

(Leithold et al, 1996)

ส่วนที่ 2

ต่อไปนี้คือบทพิสูจน์ลิมิตโดย ผลรวมของรีมันน์-ดาบูต์

ภาพแสดงแนวคิดของ ผลรวมรีมันน์-ดาบูต์ ซึ่งใช้ในการประมาณพื้นที่ภายใต้กราฟใด ๆ ด้วยกราฟแท่งจำนวนมาก

ให้ f เป็นฟังก์ชันที่มีความต่อเนื่องบนช่วง [a, b] และ F เป็นปฏิยานุพันธ์ของ f พิจารณานิพจน์ต่อไปนี้

F(b)F(a)

ให้ a=x0<x1<x2<<xn1<xn=b จะได้

F(b)F(a)=F(xn)F(x0)

แล้วบวกและลบด้วยจำนวนเดียวกัน จะได้

F(b)F(a)=F(xn)+[F(xn1)+F(xn1)]++[F(x1)+F(x1)]F(x0)=[F(xn)F(xn1)]+[F(xn1)+F(x1)]+[F(x1)F(x0)]

เขียนใหม่เป็น

F(b)F(a)=i=1n[F(xi)F(xi1)](1)

เราจะใช้ทฤษฎีบทค่าเฉลี่ย ซึ่งกล่าวว่า

ให้ f เป็นฟังก์ชันที่มีความต่อเนื่องบนช่วง [a, b] และมีอนุพันธ์บนช่วง (a, b) แล้ว จะมี c อยู่ใน (a, b) ที่ทำให้

f(c)=f(b)f(a)ba

และจะได้

f(c)(ba)=f(b)f(a)

ฟังก์ชัน F เป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ในช่วง [a, b] ดังนั้น มันจะหาอนุพันธ์และมีความต่อเนื่องบนแต่ละช่วง xi-1 ได้ ตามทฤษฎีบทค่าเฉลี่ย จะได้

F(xi)F(xi1)=F(ci)(xixi1)

แทนค่าลงใน (1) จะได้

F(b)F(a)=i=1n[F(ci)(xixi1)]

จาก F(ci)=f(ci) และ xixi1 สามารถเขียนในรูป Δx ของผลแบ่งกั้น i

F(b)F(a)=i=1n[f(ci)(Δxi)](2)

สังเกตว่าเรากำลังอธิบายพื้นที่ของสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีความกว้างคูณความสูง และเราก็บวกพื้นที่เหล่านั้นเข้าด้วยกันจากทฤษฎีบทค่าเฉลี่ย สี่เหลี่ยมผืนผ้าแต่ละรูปอธิบายค่าประมาณของส่วนของเส้นโค้ง สังเกตอีกว่า Δxi ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุก ๆ ค่าของ i หรือหมายความว่าความกว้างของสี่เหลี่ยมนั้นไม่จำเป็นต้องเท่ากัน สิ่งที่เราต้องทำคือประมาณเส้นโค้งด้วยจำนวนสี่เหลี่ยม n รูป เมื่อขนาดของส่วนต่าง ๆ เล็กลง และ n มีค่ามากขึ้น ทำให้เกิดส่วนต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อครอบคลุมพื้นที่ เราจะยิ่งเข้าใกล้พื้นที่จริง ๆ ของเส้นโค้ง

โดยการหาลิมิตของนิพจน์นี้เป็นเมื่อค่าเฉลี่ยของส่วนต่าง ๆ นี้ เข้าใกล้ศูนย์ เราจะได้ปริพันธ์แบบรีมันน์ นั่นคือ เราหาลิมิตเมื่อขนาดส่วนที่ใหญ่ที่สุดเข้าใกล้ศูนย์ จะได้ส่วนอื่น ๆ มีขนาดเล็กลง และจำนวนส่วนเข้าใกล้อนันต์

ดังนั้น เราจะใส่ลิมิตไปทั้งสองข้างของสมการ (2) จะได้

limΔ0F(b)F(a)=limΔ0i=1n[f(ci)(Δxi)]dx

ทั้ง F(b) และ F(a) ต่างก็ไม่ขึ้นกับ ||Δ|| ดังนั้น ลิมิตของข้างซ้ายจึงเท่ากับ F(b) - F(a)

F(b)F(a)=limΔ0i=1n[f(ci)(Δxi)]

และนิพจน์ทางขวาของสมการ หมายถึง อินทิกรัลของ f จาก a ไป b ดังนั้น เราจะได้

F(b)F(a)=abf(x)dx

จบการพิสูจน์

ตัวอย่าง

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการคำนวณหา

25x2dx

ให้ f(x)=x2 เราจะได้ F(x)=x33 เป็นปฏิยานุพันธ์ ดังนั้น

25x2dx=F(5)F(2)=125383=1173=39

ถ้าเราต้องการหา

จะได้ 13dxx=[ln|x|]13=ln3ln1=ln3

นัยทั่วไป

เราไม่จำเป็นต้องให้ f ต่อเนื่องตลอดทั้งช่วง ดังนั้นส่วนที่ 1 ของทฤษฎีบทจะกล่าวว่า ถ้า f เป็นฟังก์ชันที่สามารถหาปริพันธ์เลอเบกบนช่วง [a,b] และ x0 เป็นจำนวนในช่วง [a,b] ซึ่ง f ต่อเนื่องที่ x0 จะได้

F(x)=axf(t)dt

สามารถหาอนุพันธ์ได้สำหรับ x=x0 และ F(x0)=f(x0) เราสามารถคลายเงื่อนไขของ f เพียงแค่ให้สามารถหาปริพันธ์ได้ในตำแหน่งนั้น ในกรณีนั้น เราสามารถสรุปได้ว่าฟังก์ชัน F นั่นสามารถหาอนุพันธ์ได้เกือบทุกที่ และ F(x)=f(x) จะเกือบทุกที่ บางทีเราเรียกทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีบทอนุพันธ์ของเลอเบก

ส่วนที่ 2ของทฤษฎีบทนี้เป็นจริงสำหรับทุกฟังก์ชัน f ที่สามารถหาปริพันธ์เลอเบกได้ และมีปฏิยานุพันธ์ F (ไม่ใช่ทุกฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้)

ส่วนของทฤษฎีบทของเทย์เลอร์ซึ่งกล่าวถึงพจน์ที่เกิดข้อผิดพลาดเป็นปริพันธ์สามารถมองได้เป็นนัยทั่วไปของทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัส

มีทฤษฎีบทหนึ่งสำหรับฟังก์ชันเชิงซ้อน: ให้ U เป็นเซตเปิดใน และ f:U เป็นฟังก์ชันที่มี ปริพันธ์โฮโลมอร์ฟ F ใน U ดังนั้นสำหรับเส้นโค้ง γ:[a,b]U ปริพันธ์เส้นโค้งจะคำนวณได้จาก

γf(z)dz=F(γ(b))F(γ(a))

ทฤษฎีบทมูลฐานของแคลคูลัสสามารถวางนัยทั่วไปให้กับ ปริพันธ์เส้นโค้งและพื้นผิวในมิติที่สูงกว่าและบนแมนิโฟลด์ได้ผ่านทฤษฎีบทของสโตกส์

อ้างอิง

แม่แบบ:รายการอ้างอิง แม่แบบ:เริ่มอ้างอิง

  • Stewart, J. (2003). Fundamental Theorem of Calculus. In Integrals. In Calculus: early transcendentals. Belmont, California: Thomson/Brooks/Cole.
  • Larson, Ron, Bruce H. Edwards, David E. Heyd. Calculus of a single variable. 7th ed. Boston: Houghton Mifflin Company, 2002.
  • Leithold, L. (1996). The calculus 7 of a single variable. 6th ed. New York: HarperCollins College Publishers.

แม่แบบ:จบอ้างอิง