ฉบับร่าง:พีชคณิตเชิงเรขาคณิต

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:For multi

ระวังสับสนกับเรขาคณิตเชิงพีชคณิต

ในทางคณิตศาสตร์ พีชคณิตเชิงเรขาคณิต (อังกฤษ: geometric algebra: GA) (และรู้จักในชื่อพีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ด) เป็นส่วนขยายของพีชคณิตมูลฐานเพื่อใช้กับวัตถุทางเรขาคณิต เช่น เวกเตอร์ พีชคณิตเชิงเรขาคณิตสร้างขึ้นจากการตำเนินการมูลฐานสองตัวคือการบวกและผลคูณเชิงเรขาคณิต การคูณเวกเตอร์ให้ผลลัพธ์ในมิติที่สูงขึ้นเรียกมัลติเวกเตอร์ เมื่อเทียบกับรูปนัยนิยมอื่นที่กระทำกับวัตถุทางเรขาคณิต น่าสังเกตว่าพีชคณิตเชิงเรขาคณิตมีการหารเวกเตอร์ (แต่โดยทั้วไปไม่ทุกสมาชิกที่ทำได้) และการบวกของวัตถุต่างมิติ

แฮร์มัน กรัสมันได้อธีบายผลคูณเชิงเรขาคณิตนี้ไว้สั้น ๆ โดยมากเขาสนใจพัฒนาพีชคณิตภายนอกซึ่งคล้าย ๆ กัน ในปีค.ศ.1878 วิลเลียม คิงดอน คลิฟฟอร์ดได้ขยายผลงานของกรัสมันได้สร้างสิ่งที่ตอนนี้โดยทั่วไปเรียกกันว่าพีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ดเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา (แต่คลิฟฟอร์ดเองเลือกที่จะเรียกว่าพีชคณิตเชิงเรขาคณิต) คลิฟฟอร์ดได้นิยามพีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ดกับผลของมันไว้ว่าเป็นการรวมกันของพีชคณิตแบบกรัสมันและพีชคณิตควอเทอร์เนียน การเพิ่มคู่ของผลคูณภายนอกกรัสมันยอมให้การใช้พีชคณิตแบบกรัสมัน-เคย์ลี และแบบคงรูปของอันหลังรวมกับพีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ดแบบคงรูปผลให้เกิดพีชคณิตเชิงเรขาคณิตแบบคงรูป (อังกฤษ: conformal geometric algebra: CGA) ให้โครงร่างสำหรับเรขาคณิตแบบฉบับ ในทางปฏิบัติ การตำเนินการเหล่านี้และอนุพันธ์ยอมให้เกิดการสมนัยกันของสมาชิก ปริภูมิย่อยและการตำเนินการของพีชคณิตที่มีความหมายทางเรขาคณิต เป็นเวลาหลายทศวรรษที่พีชคณิตเชิงเรขาคณิตค่อนข้างถูกละเลย ถูกบดบังไปมากโดยแคลคูลัสเวกเตอร์แล้วพัฒาขึ้นใหม่เพื่ออธิบายแม่เหล็กไฟฟ้า คำว่า"พีชคณิตเชิงเรขาคณิต"เป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงทศวรรษ1960 โดยเฮสเทเนส ผู้บอกความสำคัญต่อฟิสิกส์สัมพัทธภาพ

สเกลาร์และเวกเตอร์มีความหมายเหมือนปกติ และประกอบเป็นปริภูมิย่อยที่เด่นชัดในพีชคณิตเชิงเรขาคณิต ไบเวกเตอร์เป็นตัวแทนที่ธรรมชาติกว่าของปริมาณเวกเตอร์เทียมของแคลคูลัสเวกเตอร์ โดยปกติจะนิยามโดยใช้ผลคูณเชิงเวกเตอร์ เช่น พื้นที่กำหนดทิศ มุมหมุนกำหนดทิศ ทอร์ค โมเมนตัมเชิงมุม และสนามแม่เหล็ก ไทรเวกเตอร์สามารถแทนปริมาตรกำหนดทิศ และอื่น ๆ สมาชิกตัวหนึ่งเรียกว่าเบลดอาจใช้แทนปริภูมิย่อยของ V และภาพฉายเชิงตั้งฉากบนปริภูมิย่อยนั้น การหมุนและการสะท้อนจะแสดงเป็นสมาชิก ต่างจากพีชคณิตเวกเตอร์ พีชคณิตเชิงเรขาคณิตโดยธรรมชาติจะรองรับมิติจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ และรูปกำลังสองใด ๆ เช่นในสัมพัทธภาพ

ตัวอย่างการใช้งานพีชคณิตเชิงเรขาคณิตในฟิสิกส์ได้แก่ พีชคณิตกาลากาศ(และที่ไม่พบบ่อยพีชคณิตของปริภูมิกายภาพ) และพีชคณิตเชิงเรขาคณิตแบบคงรูป แคลคูลัสเชิงเรขาคณิต ส่วนขยายของพีชคณิตเชิงเรขาคณิตที่รวมอนุพันธ์และปริพันธ์ สามารถใช้กำหนดทฤษฎีอื่น ๆ เช่นการวิเคราะห์เชิงซ้อน และเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์ ต.ย. โดยใช้พีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ดแทนรูปแบบเชิงอนุพันธ์ พีชคณิตเชิงเรขาคณิตได้รับการสนับสนุนจากโดยเฉพาะเดวิด เฮสเทเนสและคริส ดอรัน ให้เป็นกรอบทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการสำหรับฟิสิกส์ ผู้เสนออ้างว่าให้คำอธิบายที่กระทัดรัดและเข้าใจง่ายในหลายสาขารวมทั้งกลศาสตร์แบบฉบับและควอนตัม ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า และสัมพัทธภาพ พีชคณิตเชิงเรขาคณิตยังสามารถใช้เป้นเครื่องมือในการคำนวนในคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ และวิทยาการหุ่นยนต์

นิยามและสัญกรณ์

มีหลากหลายวิธีที่นิยามระบบพีชคณิตเชิงเรขาคณิต วิธีดั้งเดิมของเฮสเทเนสเป็นเชิงสัจพจน์ "เต็มไปด้วยความสำคัญทางเรขาคณิต" และสมมูลกับพีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ดสากล

ให้ปริภูมิเวกเตอร์มิติจำกัด V บนฟีลด์ F ด้วยรูปแบบเชิงเส้นคู่สมมาตร (การคูณภายใน ต.ย. ยูคลิเดียนหรือลอเรนต์เซียนเมตริก) g:V×VF พีชคณิตเชิงเรขาคณิตของปริภูมิกำลังสอง (V,g) นั้นเป็นพีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ด Cl(V,g) สมาชิกในนั้นเรียกว่ามัลติเวกเตอร์ พีชคณิตแบบคลิฟฟอร์ดโดยทั่วไปแล้วจะกำหนดนิยามเป็นพีชคณิตผลหารของพีชคณิตเทนเซอร์ แต่การกำหนดนิยามแบบนี้นามธรรม ดั้งนั้นนิยามดังต่อไปนี้จะเสนอโดยไม่ต้องใช้พีชคณิตนามธรรม แม่แบบ:ทฤษฎีบทคณิตศาสตร์ เพื่อปกปิดรูปแบบเชิงเส้นคู่สมมาตรลดรูป เงื่อนไขสุดท้ายต้องได้รับการแก้ไข สามารถแสดงได้ว่าเงื่อนไขหล่าวนี้บอกได้ว่าเป็นผลคูณเชิงเรขาคณิตเพียงอย่างเดียว

สำหรับที่เหลือของบทความนี้ จะพิจรณาแต่กรณีจริงที่ F= สัญกรณ์ 𝒢(p,q) (𝒢(p,q,r) ตามลำดับ) จะใช้แสดงระบบพีชคณิตเชิงเรขาคณิตที่มีรูปแบบเชิงเส้นคู่ g มีซิกเนเจอร์เป็น (p,q) ((p,q,r) ตามลำดับ)

ผลคูณในพีชคณิตนี้เรียกว่าผลคูณเชิงเรขาตณิต และผลคูณในพีชคณิตภายนอกที่มีอยู่เรียกว่าผลคูณภายนอก (บ่อยครั้งเรียกว่าผลคูณลิ่ม) โดยมาตรฐานจะแสดงการคูณเหล่านี้โดยการเขียนติดกัน (โดยไม่เขียนสัญกรณ์การคูณ) และสัญกรณ์ ตามลำดับ

นิยามที่ได้กล่าวไปนั้นยังค่อนข้างเป็นนามธรรม ดังนั้นจะสรุปสมบัติของผลคูณเชิงเรขาคณิตที่นี่ สำหรับมัลติเวกเตอร์ A,B,C𝒢(p,q):

ผลคูณภายนอกมีสมบัติเหมือนกัน ยกเว้นสมบัติสุดท้ายได้รับการแทนที่โดย aa=0 สำหรับ aV

สังเกตว่าในสมบัติสุดท้ายข้างบน จำนวนจริง g(a,a) ไม่จำเป็นต้องไม่เป็นลบ ถ้า g ไม่เป็นบวกแน่นอน สมบัติที่สำคัญหนึ่งของผลคูณเชิงเรขาคณิตคือการมีอยู่ของสมาชิกที่มีตัวผกผันการคูณ สำหรับเวกเตอร์ a ถ้า a20 แล้ว a1 มีเท่ากับ g(a,a)1a สมาชิกที่ไม่ใช่ศูนย์ของพีชคณิตนี้ไม่จำเป็นว่าจะมีตัวผกผันการคูณเสมอ ตัวอย่างเช่น ถ้า u เป็นเวกเตอร์ใน V เมื่อ u2=1 แล้วสมาชิก 12(1+u) จะเป็นทั้งสมาชิกนิจพลไม่ชัดและตัวหารของศูนย์ ดังนั้นจึงไม่มีตัวผกผัน

โดยปกติจะระบุ และ V กับเรนจ์ภายใต้การซ้อนธรรมชาติ 𝒢(p,q) และ V𝒢(p,q) ในบทความนี้ การระบุนี้จะได้รับการสมมติ โดยตลอด คำว่าสเกลาร์และเวกเตอร์จะอ้างถึงสมาชิกของ และ V ตามลำดับ (และเรนจ์ภายใต้การซ้อนนี้)

ผลคูณเชิงเรขาคณิต

แม่แบบ:Main

ให้เวกเตอร์สองตัว a และ b ถ้าผลคูณเชิงเรขาคณิต ab ต่อต้านการสลับที่ จะตั้งฉาก (บน) เพราะ ab=0 ถ้าสลับที่ได้ จะขนาน (ล่าง) เพราะ ab=0.

สำหรับเวกเตอร์ a และ b เราสามารถเขียนผลคูณเชิงเรขาคณิตของสองเวกเดอร์ใด ๆ a และ b เป็นผลบวกของผลคูณสมมาตรและผลคูณอสมมาตร

ab=12(ab+ba)+12(abba)

จึงกำหนดนิยามของการคูณภายในเป็น

ab:=g(a,b)

ทำให้ผลคูณสมมาตรสามาตรเขียนได้เป็น

12(ab+ba)=12((a+b)2a2b2)=ab

ในทางกลับกัน g ได้รับการกำหนดอย่างสมบูรณ์โดยพีชคณิตนี้ ผลคูณอสมมาตรคือผลคูนภายนอกของสองเวกเตอร์ ผลคูณของพีชคณิตภายนอกที่อยู่ภายใน

ab:=12(abba)=(ba)

แม่แบบ:Multiple image

แล้วโดยการบวกตรง ๆ

ab=ab+ab คือรูปไม่ทั่วไปหรือรูปเวกเตอร์ของผลคูณเชิงเรขาคณิต

ผลคูณภายในและภายนอกมีความสัมพันธ์กับแนวคิดในพีชคณิตเวกเตอร์ ในทางเรขขาคณิต a และ b จะขนานก็ต่อเมื่อผลคูณเชิงเรขาคณิตเท่ากับผลคูณภายใน ในทางกลับกัน a และ b จะตั้งฉากก็ต่อเมื่อผลคูณเชิงเรขาคณิตเท่ากับผลคูณภายนอก ในระบบพีชคณิตเชิงเรขาคณิตซึ่งกำลังสองของเวกเตอร์ที่ไม่ใช่ศูนย์เป็นบวก ผลคูณภายในของเวกเตอร์ทั้งสองสามารถระบุได้ว่าคือผลคูณจุดในพีชคณิตเวกเตอร์ ผลคูณภายนอกสามารถระบุได้ว่าคือพื้นที่มีเครื่องหมายที่โดนล้อมโดยสี่เหลี่ยมด้านขนานโดยมีด้านเป็นเวกเตอร์ ผลคูณไขว้ของสองเวกเตอร์ใน 3 มิติที่มีรูปแบบกำลังสองเป็นบวกแน่นอนดกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับผลคูณภายนอก

ระบบพีชคณิตเชิงเรขาคณิตที่สนใจส่วนใหญ่มีรูปแบบกำลังสองไม่ลดรูป ถ้ารูปแบบกำลังสองลดรูปโดยสมบูรณ์แล้ว ผลคูณภายในระหว่างสองเวกเตอร์ใด ๆ จะมีค่าเป็นศูนย์ และระบบพีชคณิตเชิงเรขาคณิตนั้นจะเป็นเพียงแค่ระบบระบบพีชคณิตภายนอก บทความนี้จะพูดถีงระบบพีชคณิตเชิงเรขาคณิตที่ไม่ลดรูป เว้นแต่จะระบุไว้

ผลคูณภายนอกโดยธรรมชาติจะขยายเป็นตัวดำเนินการทวิภาคเชิงเส้นคู่เปลี่ยนหมู่ได้ของสองสมาชิกในระบบพีชคณิต สอดคล้องกับเอกลักษณ์

1ai=ai1=aia1a2ar=1r!σ𝔖rsgn(σ)aσ(1)aσ(2)aσ(r),

เมื่อผลบวกรวมทุกการสับเปลี่ยนของเลขดัชนี ที่มี sgn(σ) เป็นเครื่องหมายของการสับเปลี่ยน และ ai เป็นเวกเตอร์ (ไม่ใช่สมาชิกทั่วไปของระบบพีชคณิต) เนื่องจากทุกสมาชิกของระบบพีชคณิตสามารถเขียนในรูปของผลบวกของผลคูณในรูปนี้ สามารถนิยามผลคูณภายนอกสำหรับทุกคู่ของสมาชิกระบบพีชคณิต มาจากนิยามของผลคูณภายนอกก่อระบบพีชคณิตสลับ

เบลด เกรด และฐานหลัก

มัลติเวกเตอร์ที่เป็นผลคูณภายนอกของ r เวกเตอร์ที่อิสระเชิงเส้นเรียกว่าเบลด และมีเกรด r มัลติเวกเตอร์ที่เป็นผลบวกของเบลดเกรด r เรียกว่ามัลติเวกเตอร์(เอกพันธุ์)เกรด r จากสัจพจน์สมบัติการปิด ทุกมัลติเวกเตอร์ที่เป็นผลบวกของเบลด

การจำลองทางเรขาคณิต

ความหมายทางเรขาคณิตในแบบจำลองปริภูมิเวกเตอร์

การฉาย และรีเจกชัน

สำหรับเวกเตอร์ a ใด ๆ และเวกเตอร์ m ใด ๆ ที่หาตัวผกผันได้

ในปริภูมิ 3 มิติ ไบเวกเตอร์ ab นิยามปริภูมิย่อยระนาบ 2 มิติ (สีน้ำเงินอ่อน ขยายไปอย่างไม่สิ้นสุดในทิศทางที่บ่งชี้). เวกเตอร์ c ใด ๆ ในปริภูมิ 3 มิติสามารถแตกเป็นภาพฉาย c บนระนาบและรีเจกชัน cจากระนาบนี้

a=amm1=(am+am)m1=am+am

เมื่อภาพฉายของ a บน m (หรือส่วนขนาน) คือ

am=(am)m1

และฺรีเจกชันของ a จาก m (หรือส่วนที่ตั้งฉาก) คือ

am=aam=(am)m1

ใช้แนวคิดว่า k-เบลด B เป็นตัวแทนปริภูมิย่อยของ V และทุกมัลติเวกเตอร์มารถเขียนในรูปของพจ์ของเวกเตอร์ สามารวางนัยการฉายของมัลติเวกเตอร์ทั่วไปบน k-เบลด B ที่หาตัวผกผันได้ ให้อยู่ในรูปทั่วไปได้เป็น

𝒫B(A)=(AB)B1

และรีเจกชันสามารถนิยามได้เป็น

𝒫B(A)=A𝒫B(A)

การฉายและรีเจกชันสามารถวางนัยทั่วไปได้กับเบลดศูนย์ B โดยการเปลี่ยนตัวผกผัน B1 ด้วยตัวผกผันเทียม B+เทียบกับผลคูณย่อ ผลลัพท์ของการฉายทับกันสนิททั้งสองกรณีสำหรับเบลดไม่เป็นศูนย์ สำหรับเบลดศูนย์ B นิยามของการฉายที่ได้ให้มานี้ด้วยผลคูณย่อตัวแรกแทนที่จะเป็นตัวที่สองที่ซึ่งควรใช้ตัวผกผันเทียม เพราะเมื่อนั้นผลลัพท์จะจำเป็นต้องอยู่ในปริภูมิย่อยที่มี B เป็นตัวแทน

การฉายวางนัยทั่วไปผ่านสภาพเชิงเส้นไปยังมัลติเวกเตอร์ทั่วไป A การฉายจะไม่เป็นเชิงเส้นที่ B และไม่สามารถวางนัยทั่วไปกับวัตถุ B ที่ไม่ใช่เบลดได้

การสะท้อน

การสะท้อนอย่างง่ายในระนาบเกินเขียนได้ง่ายในพีชคณิตนี้ผ่านการคอนจูเกตด้วยเวกเตอร์ สามารถก่อกำเนิดกรุปของการหมุนและการหมุนไม่ตรงแบบทั่วไป

การสะท้อนของเวกเตอร์ c ตามเวกเตอร์ m มีแค่เวกเตอร์ประกอบของ c ที่ขนานกับ m จะติดลบ

ภาพสะท้อน c ของเวกเตอร์ c ตามเวกเตอร์ m หรือโดยสมมูล ในระนาบเกินตั้งฉากกับ m ผลลัพธ์ของการสะท้อนจะเป็น c=cm+cm=(cm)m1+(cm)m1=(mcmc)m1=mcm1

การหมุน

โรเตอร์ที่หมุนเวกเตอร์ในระนาบหมุนเวกเตอร์ผ่านมุม θ นั่นคือ xRθxR~θ เป็นการหมุนของ x ผ่านมุม θ มุมระหว่าง u และ v คือ θ การตีความที่คล้ายกันก็สมเหตุสมผลกันกับมัลติเวกเตอร์ X ทั่วไป แทนเวกเตอร์ x

ถ้ามีผลคูณเวกเตอร์ R=a1a2ar แล้วจะเขียนการผันกลับได้เป็น

R~=ara2a1

ให้เป็นตัวอย่าง สมมติว่า R=ab เราจะได้

RR~=abba=ab2a=a2b2=ba2b=baab=R~R

ปรับขนาด R เพื่อที่ RR~=1 แล้ว

(RvR~)2=Rv2R~=v2RR~=v2

ดังนั้น RvR~ ไม่เปลี่ยนแปลงขนาดของ v ยังสามารถแสดงได้ว่า

(Rv1R~)(Rv2R~)=v1v2

ดังนั้นการแปลง RvR~ ทำให้ทั้งขนาดและมุม(ระหว่างเวกเตอร์)คงสภาพ จึงสามารถระบุได้ว่าเป็นการหมุนหรืแการหมุนไม่ตรงแบบ เรียก R ว่าโรเตอร์ ถ้าเป็นการหมุนแท้ (ตามที่เป็นอยู่ถ้าสามารถเขียนได้อยู่ในรูปผลคูณของเวกเตอร์คู่ตัว) และเป็นตัวอย่างของสิ่งใน GA ที่เรียกว่าเวอร์เซอร์

มีวิธีทั่วไปในการหมุนเวกเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับมัลติเวกเตอร์ในรูป R=eBθ/2 ที่ก่อให้เกิดการหมุน θ ในระนาบและทิศทา่งกำหนดโดย2-เบลด B

โรเตอร์เป็นรูปทั่วไปของควอเทอร์เนีนรบนปริภูมิn-มิติ

ตัวอย่างและการประยุกต์ใช้

ปริมาตรเกินของทรงสี่เหลี่ยมด้านขนานโดยเวกเตอร์

สำหรับเวกเตอร์ a และ b ที่แผ่เป็นสี่เหลี่ยมด้านขนานจะได้

ab=((ab)b1)b=abb

แคลคูลัสเชิงเรขาคณิต

บทความหลัก แคลคูลัสเชิงเรขาคณิตพีชคณิตของปริภูมิกายภาพ

แคลคูลัสเชิงเรขาคณิตขยายรูปนัยนิยมเพื่อรวมการอนุพันธ์และการปริพันธ์รวมถึงเรขาคณิตเชิงอนุพันธ์และรูปแบบเชิงอนุพันธ์

โดยพื้นฐาน อนุพันธ์เวกเตอร์ได้นิยามเพื่อให้ทฤษฎีบทของกรีนในพีชคณิตเชิงเรขาคณิตเป็นจริง

AdAf=Adxf

จึงสามารถกล่าวได้ว่า

f=f+f

เป็นผลคูณเชิงเรขาคณิต วางนัยทั่วไปได้กับทฤษฎีบทของสโตรกส์อย่างมีผล (รวมทั้งในรูปแบบเชิงอนุพันธ์ด้วย)

ใน 1 มิติ เมื่อ A เป็นเส้นโค้งที่มีจุดปลายเป็น a และ b แล้ว

AdAf=Adxf

จะย่อลงเป็น

abdxf=abdxf=abdf=f(b)f(a)

หรือทฤษฎีมูลฐานของแตลคูลัสเชิงปริพันธ์

และที่ได้รับพัฒนาคือแนวคิดของแมนิโฟลด์เวกเตอร์และทฤษฎีการปริพันธ์เชิงเรขาคณิต(ที่วางนัยทั่วไปกับรูปแบบเชิงอนุพันธ์)

ประวัติ

ดูเพิ่ม

หมายเหตุ

แม่แบบ:รายการหมายเหตุ

อ้างอิง

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

แม่แบบ:Refbegin

Arranged chronologically

แม่แบบ:Refend

แหล่งข้อมูลอื่น