กฎของโลปีตาล

{{#invoke:sidebar|collapsible
| class = plainlist | titlestyle = padding-bottom:0.25em; | pretitle = บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ | title = แคลคูลัส | image = | listtitlestyle = text-align:center; | liststyle = border-top:1px solid #aaa;padding-top:0.15em;border-bottom:1px solid #aaa; | expanded = อนุพันธ์
| abovestyle = padding:0.15em 0.25em 0.3em;font-weight:normal; | above = ทฤษฎีบทมูลฐาน แม่แบบ:Startflatlist
แม่แบบ:Endflatlistแม่แบบ:Startflatlist
| list2name = อนุพันธ์ | list2titlestyle = display:block;margin-top:0.65em; | list2title = แคลคูลัสเชิงอนุพันธ์ | list2 =
แม่แบบ:Sidebar
| list3name = ปริพันธ์ | list3title = แคลคูลัสเชิงปริพันธ์ | list3 =
แม่แบบ:Sidebar
| list4name = อนุกรม | list4title = อนุกรม | list4 =
แม่แบบ:Sidebar
| list5name = เวกเตอร์ | list5title = แคลคูลัสเวกเตอร์ | list5 =
แม่แบบ:Sidebar
| list6name = หลายตัวแปร | list6title = แคลคูลัสหลายตัวแปร | list6 =
แม่แบบ:Sidebar
| list7name = พิเศษ | list7title = พิเศษ | list7 = แม่แบบ:Startflatlist
}} ในแคลคูลัส กฎของโลปีตาล (แม่แบบ:Langx) หรือ กฎของแบร์นูลลี (แม่แบบ:Langx) เป็นทฤษฎีบทคณิตศาสตร์ที่ว่าด้วยการหาค่าลิมิตที่อยู่ในรูปแบบยังไม่กำหนด (แม่แบบ:Langx) ด้วยการใช้อนุพันธ์กฎนี้มักนำมาใช้ในการเปลี่ยนรูปแบบยังไม่กำหนด เป็นรูปแบบกำหนด เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณลิมิตโดยการแทนค่าเข้าไปตรง ๆ กฎนี้ถูกตั้งชื่อตามนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกีโยม เดอ โลปีตาล ถึงแม้กฎนี้มักถูกพิจารณาว่าถูกเขียนโดยเดอ โลปีตาล แต่ทฤษฎีบทนี้แบร์นูลลีเป็นคนเสนอให้กับเขา แม่แบบ:ทฤษฎีบทคณิตศาสตร์
ประวัติ
กีโยม เดอ โลปีตาลเผยแพร่กฎนี้ในปี พ.ศ. 2239 (ค.ศ. 1696) ในหนังสือชื่อ Analyse des Infiniment Petits pour l'Intelligence des Lignes Courbes เป็นหนังสือเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์[1] ถึงอย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่ากฎนี้ถูกค้นพบโดยนักคณิตศาสตร์ชาวสวิสชื่อโยฮันน์ แบร์นูลลี[2]
รูปทั่วไป
รูปทั่วไปของกฎของโลปีตาลครอบคลุมหลากหลายกรณี ให้ และ เป็นจำนวนจริงส่วนขยาย (ต.ย. จำนวนจริง อนันต์บวก อนันต์ลบ) ให้ เป็นช่วงเปิดที่มี อยู่ (สำหรับลิมิตสองข้าง) หรือช่วงเปิดที่มี เป็นจุดปลาย (สำหรับลิมิตข้างเดียว หรือลิมิตที่อนันต์ ถ้า เป็นอนันต์) สมมติให้ฟังก์ชันค่าจริง และ หาอนุพันธ์ได้บน อาจยกเว้นที่ และ บน อาจยกเว้นที่ ด้วย ยังสมมติให้ ดังนั้นกฎนี้สามารถใช้ได้ในสถานการณ์เมื่ออัตราส่วนของอนุพันธ์มี่ค่าจำกัดหรือไม่จำกัด แต่ใข้ไม่ได้ในสถานการณ์อัตราส่วนแปรปรวนตลอดที่ มีค่าเข้าไกล้
ถ้า
หรือ
อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว
ถึงแม้ว่าเราจะเขียนในรูป ตลอด ลิมิตนั้นอาจเป็นลิมิตข้างเดียว ( หรือ ) เมื่อ เป็นจุดปลายจำกัดของ
ในกรณีที่สองนั้น สมมุติฐานให้ ลู่ออกไปอนันต์จะไม่ได้ถูกใช้ในบทพิสูจน์ (ดูหมายเหตุตรงท้ายหัวเรื่องบทพิสูจน์) ดังนั้นโดยปกติเงื่อนไขของกฎจะกล่าวไว้ตามข้างบน เงื่อนไขที่เพียงพอที่สองที่จะทำให้กระบวนการของกฎนี้ถูกต้องสามารถกล่าวได้อย่างสั้น ๆ ว่า
สมมุติฐานที่ว่า จะพบเห็นได้บ่อยตามงานเขียน แต่บางผู้เขียนละสมมุติฐานนี้โดยการเขียนสมมติฐานอื่น วิธีหนึ่ง[3] คือการนิยามลิมิตของฟังก์ชันนั้นโดยเพิ่มข้อกำหนดทีฟังก์ชันที่ใช้หาลิมิตนั้นต้องถูกนิยามทุกที่บนช่วงที่เกี่ยวข้อง อาจยกเว้นที่ อีกวิธี[4] คือให้ทั้ง และ จำเป็นที่จะต้องหาอนุพันธ์ได้ทุกที่บนช่วงที่มี อยู่
ตัวอย่าง
- ตัวอย่างพื้นฐานที่มีฟังก์ชันเลขชี้กำลัง ในรูปแบบยังไม่กำหนด ที่
- ตัวอย่างที่ซับซ้อนขึ้นที่เป็น การใช้กฎของโลปีตาลเพียงครั้งเดียวผลลัพท์ยังคงเป็นรูปแบบยังไม่กำหนดอยู่ ในที่นี้ ลิมิตอาจหาค่าได้โดยการใชกฎของโลปีตาลสามครั้ง
- ตัวอย่างที่เป็น ใช้กฎของโลปีตาลซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าเลขชี้กำลังจะเป็นศูนย์ (ถ้า เป็นจำนวนเต็ม) หรือติดลบ (ถ้า เป็นเศษส่วน) ถีงจะสรุปได้ว่าลิมิตมีค่าเป็นศูนย์
- ตัวอย่างที่เป็นรูปแบบยังไม่กำหนด (ดูข้างล่าง) ซึ่งเขียนใหม่ได้ในรูป
- สามารถใช้กฎของโลปีตาลในการพิสูจน์ทฤษฎีบทที่ว่า ถ้า หาอนุพันธ์ได้สองครั้งในบริเวณใกล้เคียงกับ และอนุพันธ์อันดับสองต่อเนื่องในบริเวณใกล้เคียงนี้ แล้ว
- บางครั้งมีวิธีพลิกแพลงที่ใช้กฎของโลปีตาล เช่นสมมติให้ ลู่เข้าเมื่อ และ ลู่เข้าหาอนันต์บวกหรืออนันต์ลบ แล้วดังนั้นถ้า หาค่าได้ แล้ว
รูปแบบยังไม่กำหนดอื่น ๆ
รูปแบบยังไม่กำหนดอื่น ๆ เช่น และ สามารถหาค่าโดยใช้กฎของโลปีตาลได้ เช่นการหาลิมิตทีมี โดยการเปลี่ยนสองฟังก์ชันที่ลบกันเป็นการหาร
กฎของโลปีตาลถูกใช้ในขั้นตอนจาก (1) ไป (2) และอีกครั้งในขั้นตอน (3) ไป (4)
กฎของโลปีตาลใช้ได้กับรูปแบบยังไม่กำหนดที่มีเลขยกกำลังโดยใช้ลอการิทึมช่วย"ตบเลขยกกำลังลงมา" ตัวอย่างเช่น
ย้ายลิมิตเข้าไปในฟังก์ชันเลขชี้กำลังได้เพราะฟังก์ชันเลขชี้กำลังเป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง และการที่เลขชี้กำลัง "อยู่ข้างล่าง" ลิมิต อยู่ในรูปแบบยังไม่กำหนด แต่จากที่ได้แสดงในตัวอย่างข้างบนมา กฎของโลปีตาลยังสามารถบอกได้ว่า
ดังนั้น
ตารางต่อไปนี้คือรายการรูปแบบยังไม่กำหนดที่พบบ่อย กับการแปลงโดยใช้กฎโลปีตาล
| รูปแบบยังไม่กำหนด | เงื่อนไข | การแปลงเป็น |
|---|---|---|
| แม่แบบ:Center | ||
บทพิสูจน์กฎโลปีตาล
กรณีพิเศษ
การพิสูจน์กฎโลปีตาลนั้นง่ายในกรณีที่ และ ต่อเนื่องและหาค่าอนุพันธ์ได้ที่จุด และหลังหาอนุพันธ์ครั้งแรกจะเจอลิมิตจำกัด จึงไม่ใช่การพิสูจน์กฎโลปีตาลทั่วไปเพราะมีความจำกัดกว่านิยาม ฟังก์ชันทั้งสองต้องต่อเนื่องและหาค่าอนุพันธ์ได้ และ เป็นจำนวนจริง เนื่องจากฟังก์ชันทั่วไปต่อเนื่องและหาค่าอนุพันธ์ได้ (ต.ย. พหุนาม ไซน์และโคไซน์ ฟังก์ชันเลขชี้กำลัง) จึงเป็นกรณีที่สมควรแก่การสนใจ
ให้ และ ต่อเนื่องและหาค่าอนุพันธ์ได้ที่จำนวนจริง โดย และ แล้ว มาจากนิยามอัตราส่วนเชิงผลต่างของอนุพันธ์ การเท่ากันครั้งสุดท้ายเกิดจากความต่อเนื่องของอนุพันธ์ที่ ลิมิตทีสรุปมาได้เป็นรูปแบบกำหนดเพราะ
บทพิสูจน์ทั่วไปของกฎโลปีตาลได้รับการอธีบายไว้ข้างล่างนี้
บทพิสูจน์ทั่วไป
บทพิสูจน์ต่อไปนี้เป็นของแม่แบบ:Harvtxt ซึ่งพิสูจน์รูปแบบยังไม่กำหนดทั้ง และ เทย์เลอร์ยังทราบว่ามีบทพิสูจน์อื่นอยู่ในแม่แบบ:Harvtxt และแม่แบบ:Harvtxt
ให้ และ เป็นฟังชันที่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ในหัวข้อรูปทั่วไป ให้ เป็นช่วงเปิดในสมมติฐานที่มีจุดปลาย พิจรณาให้ บนช่วงนี้ และ ต่อเนื่อง สามารถเลือก ที่เล็กกว่าที่ทำให้ ไม่เป็นศูนย์บน ได้
สำหรับทุก ในช่วง นิยามให้ และ โดยที่ มีค่าอยู่ระหว่าง และ (ฟังก์ขัน กับ คืออินฟิมัมกับซูพรีมัมตามลำดับ)
จากการหาอนุพันธ์ได้ของ และ บน ทฤษฎีบทค่าเฉลี่ยของโคชียืนยันได้ว่าสำหรับจุดสองจุดใด ๆ และ ใน จะมี ระหว่างค่า และ ที่ทำให้ ส่งผลให้ สำหรับทุกตัวเลือกค่า และ ที่แตกต่างในช่วง
ค่า ไม่เป็นศูนย์เมื่อ และ แตกต่างกันในช่วง เพราะถ้ามีค่าเป็นศูนย์ ทฤษฎีบทค่าเฉลี่ย จะนิรนัยได้ว่ามี ที่อยู่ระหว่าง และ ที่ทำให้
จากนิยามของ และ ทำให้ค่าเป็นจำนวนจริงขยาย และอาจสามารถมีค่าเป็น ได้ ในกรณีต่อไปนี้ และ จะเป็นขอบเขตของอัตราส่วน
กรณีที่ 1
สำหรับทุก ในช่วง และจุด ระหว่าง และ
และเมื่อ มีค่าเข้าใกล้ ทั้ง และ จะมีค่าเท่ากับศูนย์ ทำให้
กรณีที่ 2
สำหรับทุก บนช่วง นิยาม อยู่ระหว่าง และ สำหรับทุกจุด ระหว่าง และ
โดยที่เมือ มีค่าเข้าใกล้ ทั้ง และ จะเท่ากับศูนย์ ดังนั้น
ลิมิตอินฟิเรียร์ และลิมิตซูพีเรียร์นั้นจำเป็นเนื่องจากการมีอยู่ของลิมิต ยังไม่ได้รับการยืนยัน
แบ่งได้เป็นสองกรณีได้แก่
และ
และ
ในกรณีแรก ทฤษฎีบทการบีบบอกได้ว่า หาค่าได้และเท่ากับ ในกรณีที่สอง ทฤษฎีบทการบีบยังบอกได้ว่า ดังนั้น หาค่าได้และเท่ากับ นี่เป็นผลลัพท์ที่ต้องพิสูจน์
ในกรณีที่สอง สมมติฐานที่ว่า ลู่ออกไปหาอนันต์ไม่ได้ถูกใช้ในบทพิสูจน์ หมายความว่าถ้า ลู่ออกหาอนันต์เมื่อ เข้าใกล้ และทั้ง และ สอดคล้องกับสมมติฐานของกฎของโลปีตาล แล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องมีสมมติฐานเพิ่ม ลิมิตของ อาจไม่มีก็ได้ ในกรณีนี้ทฤษฎีบทของโลปีตาลเป็นผลสืบเนื่องจากทฤษฎีบทสโตลซ์-เชซาโร[5]