สูตรของเฮรอน

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
รูปสามเหลี่ยมที่มีด้าน a b และ c

ในทางเรขาคณิต สูตรของเฮรอน หรือ สูตรของเฮโร (แม่แบบ:Langx) จะจัดรูปให้พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยม อยู่ในรูปของความยาวด้านของทั้งสามด้าน ⁠a,⁠⁠ b⁠ และ c⁠ โดยกำหนดให้ ⁠s⁠ เป็นครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสามเหลี่ยม (semiperimeter) จะได้ว่า s=12(a+b+c) ทำให้ได้พื้นที่ ⁠A⁠ เป็น[1]

A=s(sa)(sb)(sc)

สูตรข้างต้นถูกตั้งชื่อตามวิศวกรในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งมีชื่อว่าเฮรอนแห่งอะเล็กซานเดรีย (หรือเฮโร) ซึ่งผลงานของเขามีชื่อว่า เมตริกา (Metrica) ถึงแม้ว่าสูตรนี้จะรู้จักกันมานานหลายศตวรรษแล้วก็ตาม

ตัวอย่าง

กำหนดให้ ⁠ABC⁠ มีด้านทั้งสามยาว a=4 b=13 และ c=15 โดยครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสามเหลี่ยม (semiperimeter) เป็น s=12(a+b+c)= 12(4+13+15)=16 จะได้พื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมนี้เป็น

A=s(sa)(sb)(sc)=16(164)(1613)(1615)=161231=576=24

จากตัวอย่างนี้ ความยาวด้านและพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมนั้นเป็นจำนวนเต็มทำให้เป็นรูปสามเหลี่ยมฮีโรเนียน ซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความยาวของด้านและพื้นที่เป็นจำนวนตรรกยะทั้งหมด อย่างไรก็ตามสูตรของเฮรอนจะใช้ได้ดี ในกรณีที่ความยาวด้านหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมขึ้นไปไม่ใช่จำนวนเต็ม

การเขียนสมการในรูปอื่น ๆ

สูตรของเฮรอนยังสามารถเขียนในรูปของความยาวด้านเพียงอย่างเดียว แทนที่จะใช้ครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสามเหลี่ยมนั้นสามารถทำได้ในหลายวิธี ดังนี้

A=14(a+b+c)(a+b+c)(ab+c)(a+bc)=142(a2b2+a2c2+b2c2)(a4+b4+c4)=14(a2+b2+c2)22(a4+b4+c4)=144(a2b2+a2c2+b2c2)(a2+b2+c2)2=144a2b2(a2+b2c2)2

หลังจากจัดนิพจน์ให้อยู่ในรูปอย่างง่ายแล้ว พจน์ที่อยู่ในรากที่สองจะเป็นพหุนามกำลังสองของความยาวด้านแต่ละด้านยกกำลังสอง ได้แก่ a2 b2 และ c2

ความสัมพันธ์ที่คล้ายกันนี้ สามารถจัดรูปได้โดยใช้ฟังก์ชันดีเทอร์มิแนนต์เคย์ลีย์–เมงเงอร์[2]

16A2=|0a2b21a20c21b2c2011110|

ประวัติ

สูตรข้างต้นนั้นได้ยกย่องให้เป็นสูตรของเฮรอน (หรือเฮโร) แห่งอะเล็กซานเดรีย (แม่แบบ:Floruit ค.ศ. 60)[3] และหลักฐานนั้นสามารถพบได้ในหนังสือชื่อ เมตริกา (Metrica) ซึ่งนักประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ โทมัส ฮีธ ได้เสนอว่า อาร์คิมิดีสรู้สูตรนี้มาก่อนถึงสองศตวรรษ[4] และเนื่องจาก เมตริกา คือหนังสือที่เป็นการรวบรวมความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่มีอยู่ในโลกยุคโบราณ จึงเป็นไปได้ที่สูตรดังกล่าวอาจมีอายุก่อนการอ้างอิงที่ให้ไว้ในผลงานนั้น[5]

สูตรที่คล้ายกับของเฮรอน คือ

A=12a2c2(a2+c2b22)2

สูตรนี้ถูกค้นพบโดยชาวจีน ได้รับการตีพิมพ์ใน Mathematical Treatise in Nine Sections (ฉิน จิ่วฉาว, 1247)[6]

บทพิสูจน์

มีหลายวิธีในการพิสูจน์สูตรของเฮรอน เช่น การใช้ตรีโกณมิติดังด้านล่าง หรือการใช้วงกลมที่แนบในและแนบนอกรูปสามเหลี่ยม[7] หรือเป็นกรณีพิเศษในทฤษฎีบทของเดอ กวา (เฉพาะสำหรับกรณีที่สามเหลี่ยมเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลม)[8] หรือใช้ในกรณีพิเศษในสูตรของพรหมคุปต์ (สำหรับกรณีของรูปสี่เหลี่ยมที่แนบในวงกลม)

การพิสูจน์ด้วยตรีโกณมิติโดยใช้กฎของโคไซน์

จากข้อพิสูจน์สมัยใหม่ซึ่งใช้พีชคณิตมีความแตกต่างจากหลักฐานที่เฮรอนให้ไว้ มีดังนี้[9] โดยกำหนดให้ ด้าน a b และ c ของสามเหลี่ยม มีมุมตรงข้ามเป็น α β และ γ ตามลำดับ เมื่อนำมาใช้กับกฎของโคไซน์ จะได้ว่า

cosγ=a2+b2c22ab
รูปสามเหลี่ยมที่มีด้าน แม่แบบ:Mvar แม่แบบ:Mvar และ แม่แบบ:Mvar

จากการพิสูจน์นี้เราจะได้สมการว่า

sinγ=1cos2γ=4a2b2(a2+b2c2)22ab

โดยความสูงของสามเหลี่ยมที่มีฐานเป็น a มีความยาวเป็น bsinγ และจะได้ดังนี้

A=12(base)(altitude)=12absinγ=ab4ab4a2b2(a2+b2c2)2=14a4b4c4+2a2b2+2a2c2+2b2c2=14(a+b+c)(a+b+c)(ab+c)(a+bc)=(a+b+c2)(a+b+c2)(ab+c2)(a+bc2)=s(sa)(sb)(sc)

การพิสูจน์ด้วยพีชคณิตโดยใช้ทฤษฎีบทพีทาโกรัส

สามเหลี่ยมที่มีความสูงยาว แม่แบบ:Mvar ซึ่งลากตัดฐานยาว แม่แบบ:Mvar ทำให้ c เป็น แม่แบบ:Math

หลักฐานข้างต้นนี้คล้ายกับหลักฐานที่ Raifaizen ให้ไว้มาก[10] จากทฤษฎีบทพีทาโกรัส จะได้ b2=h2+d2 และ a2=h2+(cd)2 ตามรูปด้านขวา หลังจากนั้นนำสมการทั้งสองสมการมาลบกันจนได้ผลลัพธ์ดังนี้ a2b2=c22cd ทำให้สามารถแสดงนิพจน์ของ d ในรูปของด้านของรูปสามเหลี่ยมได้ว่า

d=a2+b2+c22c

โดยสำหรับความสูงของสามเหลี่ยม จะได้ h2=b2d2 จากนั้นทำการแทนค่า d จากสมการข้างต้นเข้าไปและจะใช้สูตรเอกลักษณ์ผลต่างของกำลังสอง จะได้

h2=b2(a2+b2+c22c)2=(2bca2+b2+c2)(2bc+a2b2c2)4c2=((b+c)2a2)(a2(bc)2)4c2=(b+ca)(b+c+a)(a+bc)(ab+c)4c2=2(sa)2s2(sc)2(sb)4c2=4s(sa)(sb)(sc)c2

จากนั้นใช้ผลลัพธ์ที่มาใช้กับสูตรคำนวณพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมจากความสูง เป็น

A=ch2=c244s(sa)(sb)(sc)c2=s(sa)(sb)(sc)

การพิสูจน์ด้วยตรีโกณมิติโดยใช้กฎของโคแทนเจนต์

นัยสำคัญทางเรขาคณิตของ แม่แบบ:Math แม่แบบ:Math และ แม่แบบ:Math ตามกฎของโคแทนเจนต์

ถ้า r เป็นรัศมีของวงกลมที่แนบในรูปสามเหลี่ยม ทำให้สามารถแบ่งรูปสามเหลี่ยมออกเป็น 3 รูปที่มีความสูงเท่ากับ r และมีฐานยาว a, b และ c จะได้ผลรวมของพื้นที่รูปสามเหลี่ยมทั้งสามเป็น

A=12ar+12br+12cr=rs

โดยที่ s=12(a+b+c+d) คือความยาวครึ่งหนึ่งของเส้นรอบรูปสามเหลี่ยม

รูปสามเหลี่ยมสามารถแบ่งออกเป็นรูปสามเหลี่ยม 6 รูป ที่เป็นคู่ที่เท่ากันทั้งหมด 3 คู่ ที่มีความสูง r และมีฐานยาว sa sb และ sc จะได้ผลรวมของพื้นที่รูปสามเหลี่ยมทั้งหกรูปเป็น (จากกฎของโคแทนเจนต์)

A=r(sa)+r(sb)+r(sc)=r2(sar+sbr+scr)=r2(cotα2+cotβ2+cotγ2)=r2(cotα2cotβ2cotγ2)=r2(sarsbrscr)=(sa)(sb)(sc)r

ขั้นตอนต่อจากข้างต้น คือ cotα2+cotβ2+cotγ2=cotα2cotβ2cotγ2 ตามเอกลักษณ์ของโคแทนเจนต์ (triple cotangent identity) ซึ่งนำมาใช้ได้เนื่องจากผลรวมของครึ่งหนึ่งของมุมคือ α2+β2+γ2=π2

เมื่อรวมทั้งสองเข้าด้วยกัน จะได้

A2=s(sa)(sb)(sc)

ซึ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ของพื้นที่ตามมา

ความเสถียรเชิงตัวเลข

สูตรของเฮรอนที่ให้ไว้ข้างต้นมีความไม่เสถียรในเชิงตัวเลข (numerically unstable) สำหรับสามเหลี่ยมที่มีมุมเล็กมาก เมื่อใช้เลขแบบจำนวนจุดลอยตัว (floating-point arithmetic) เพื่อทำให้มีความเสถียรทางตัวเลขจะการจัดเรียงความยาวของด้านเพื่อให้ abc จากการคำนวณได้ว่า[11][12]

A=14(a+(b+c))(c(ab))(c+(ab))(a+(bc))

จำเป็นต้องมีวงเล็บในสูตรข้างต้นเพื่อป้องกันความไม่เสถียรของตัวเลขในการหาค่า

สูตรพื้นที่สามเหลี่ยมคล้าย

อีกสามสูตรของสูตรพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมทั่วไป จะมีโครงสร้างคล้ายกับสูตรของเฮรอน แต่จะแสดงในรูปของตัวแปรที่ต่างกัน

ขั้นตอนแรก กำหนดให้ ma, mb และ mc⁠ คือเส้นมัธยฐาน (medians) ของด้าน a, b และ c ตามลำดับ และครึ่งหนึ่งของผลรวมความยาวเส้นมัธยฐาน คือ σ=12(ma+mb+mc) จะได้[13]

A=43σ(σma)(σmb)(σmc)

ถัดไป ให้ ha, hb และ hc คือความสูงจากด้าน a, b และ c ตามลำดับ และครึ่งหนึ่งของผลรวมส่วนกลับความสูง คือ H=12(ha1+hb1+hc1) จะได้[14]

A1=4H(Hha1)(Hhb1)(Hhc1)

จะได้ว่า ให้ α, β และ γ เป็นมุมทั้งสามมุมของรูปสามเหลี่ยม และครึ่งหนึ่งของผลรวมของไซน์ของรูปสามเหลี่ยมคือ S=12(sinα+sinβ+sinγ) จะได้[15][16]

A=D2S(Ssinα)(Ssinβ)(Ssinγ)=12D2sinαsinβsinγ

โดย D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางของรูปสามเหลี่ยมวงกลมล้อม (circumcircle) D=a/sinα=b/sinβ=c/sinγ สูตรสุดท้ายนี้สอดคล้องกับสูตรในรูปมาตรฐานของเฮรอน เมื่อวงกลมล้อมรูปสามเหลี่ยมมีความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลาง

การสรุปโดยทั่วไปจากกรณีเฉพาะ

รูปสี่เหลี่ยมวงกลมล้อม (Cyclic quadrilateral)

สูตรของเฮรอนเป็นกรณีเฉพาะของสูตรของพรหมคุปต์ สำหรับพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมวงกลมล้อม (cyclic quadrilateral) สูตรของเฮรอนและสูตรของพรหมคุปต์ ทั้งสองสูตรเป็นกรณีเฉพาะของสูตรของเบรทช์ไนเดอร์ สำหรับพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยม สูตรของเฮรอนสามารถหาได้จากสูตรของพรหมคุปต์หรือสูตรของเบรทช์ไนเดอร์ โดยให้ด้านใดด้านหนึ่งของรูปสี่เหลี่ยมให้เป็นศูนย์

จากสูตรของพรหมคุปต์ให้พื้นที่ K เป็นพื้นที่ของ⁠รูปสี่เหลี่ยมวงกลมล้อม (cyclic quadrilateral) ที่มีความยาวด้านเป็น a b c และ d ทำให้ได้

K=(sa)(sb)(sc)(sd)

โดย s=12(a+b+c+d) คือ ครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยม

สูตรของเฮรอนยังเป็นกรณีเฉพาะของสูตรพื้นที่ของสี่เหลี่ยมคางหมูโดยพิจารณาจากด้านเท่านั้น สูตรของเฮรอนได้มาโดยการกหนดให้ด้านขนานที่เล็กกว่าความยาวเป็นศูนย์

สามารถแสดงสูตรของเฮรอนด้วยฟังก์ชันดีเทอร์มิแนนต์เคย์ลีย์–เมงเงอร์ ในรูปของกำลังสองของระยะทางระหว่างจุดยอดทั้งสามที่กำหนดให้

A=14|0a2b21a20c21b2c2011110|

แสดงให้เห็นถึงความคล้ายกับสูตรของตาร์ตาเญีย สำหรับปริมาตรของ 3-ซิมเพล็กซ์หรือทรงสี่หน้า

ข้อสรุปทั่วไปของสูตรของเฮรอนของรูปห้าเหลี่ยมและรูปหกเหลี่ยมวงกลมล้อมถูกค้นพบโดย เดวิด พี. ร็อบบินส์ [17]

สูตรการหาปริมาตรของทรงสี่หน้าแบบเฮรอน

ให้ U, V, W, u, v และ w เป็นความยาวขอบของทรงสี่หน้า (สามด้านแรกนำมาประกอบกันเป็นรูปสามเหลี่ยม โดย u ตรงข้ามกับ U และต่อไปตามลำดับ) จะได้[18]

volume=(a+b+c+d)(ab+c+d)(a+bc+d)(a+b+cd)192uvw

โดยที่

a=xYZb=yZXc=zXYd=xyzX=(wU+v)(U+v+w)x=(Uv+w)(vw+U)Y=(uV+w)(V+w+u)y=(Vw+u)(wu+V)Z=(vW+u)(W+u+v)z=(Wu+v)(uv+W)

สูตรของเฮรอนในเรขาคณิตนอกแบบยุคลิด

นอกจากนี้ยังมีสูตรสำหรับพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมตามความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยมในเรขาคณิตทรงกลม (Spherical geometry) หรือเรขาคณิตเชิงไฮเพอร์โบลา (hyperbolic plane) อีกด้วย[19] สำหรับรูปสามเหลี่ยมในเรขาคณิตทรงกลมที่มีความยาวด้าน a b และ c และครึ่งหนึ่งของความยาวรอบรูปเป็น s=12(a+b+c) และมีพื้นที่เป็น S ตามสูตรดังกล่าวจะได้

tan2S4=tans2tansa2tansb2tansc2

ตามเรขาคณิตเชิงไฮเพอร์โบลา จะได้

tan2S4=tanhs2tanhsa2tanhsb2tanhsc2

ดูเพิ่มเติม

เชิงอรรถและรายการอ้างอิง

  1. แม่แบบ:Cite journal
  2. แม่แบบ:Cite journal
  3. แม่แบบ:Cite journal
  4. แม่แบบ:Cite book
  5. แม่แบบ:MathWorld
  6. แม่แบบ:Cite book
  7. แม่แบบ:Cite web
  8. แม่แบบ:Cite journal
  9. แม่แบบ:Cite book
  10. แม่แบบ:Cite journal
  11. แม่แบบ:Cite book
  12. แม่แบบ:Cite web
  13. Benyi, Arpad, "A Heron-type formula for the triangle," Mathematical Gazette 87, July 2003, 324–326.
  14. Mitchell, Douglas W., "A Heron-type formula for the reciprocal area of a triangle," Mathematical Gazette 89, November 2005, 494.
  15. แม่แบบ:Cite journal
  16. แม่แบบ:Cite journal
  17. D. P. Robbins, "Areas of Polygons Inscribed in a Circle", Discr. Comput. Geom. 12, 223-236, 1994.
  18. W. Kahan, "What has the Volume of a Tetrahedron to do with Computer Programming Languages?",, pp. 16–17.
  19. แม่แบบ:Cite book

แหล่งข้อมูลอื่น