วัคซีนโควิด-19

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:Short description แม่แบบ:ลิงก์ไปภาษาอื่น

อัตราประชากรที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1แม่แบบ:Nbspโดสแล้วในประเทศต่างแม่แบบ:Nbsp
แม่แบบ:Center แม่แบบ:Legend แม่แบบ:Legend แม่แบบ:Legend

แม่แบบ:ใช้ปีคศ

วัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นวัคซีนที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโคโรนาที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 โดยก่อนที่จะเกิดการระบาดทั่วของโควิด-19 ได้มีความพยายามในการพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคไวรัสโคโรนาชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคอื่นแม่แบบ:Nbspๆ เช่น กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส หรือ แม่แบบ:Abbr) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส หรือ แม่แบบ:Abbr) มาอย่างต่อเนื่อง ความพยายามเหล่านี้ได้สะสมความรู้พอสมควรเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของไวรัสโคโรนา ซึ่งได้ช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยีวัคซีนโควิดต่างแม่แบบ:Nbspๆ ตั้งแต่ต้นปีแม่แบบ:Nbsp2020 ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว[1] เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2020 ซึ่งมีการเผยแพร่ลำดับยีนผ่านจีเซด (GISAID) และ ณ วันที่ 19 มีนาคม อุตสาหกรรมยาทั่วโลกก็ได้ประกาศคำมั่นสัญญาที่จะทำการเพื่อจัดการโรค[2] วัคซีนโควิด-19ได้เครดิตโดยทั่วไปว่าช่วยลดการติดต่อ ความรุนแรง และอัตราการตายเนื่องกับโรค[3]

ในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 วัคซีนหลายชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการโดยมีประสิทธิศักย์สูงถึงร้อยละ 95 ณ เดือนกรกฎาคม 2021 มีวัคซีน 20แม่แบบ:Nbspชนิดที่ได้ขึ้นทะเบียนให้ใช้ในประเทศอย่างน้อย 1แม่แบบ:Nbspประเทศรวมทั้งวัคซีนอาร์เอ็นเอ 2แม่แบบ:Nbspชนิด (ไฟเซอร์และโมเดอร์นา), วัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย 9แม่แบบ:Nbspชนิด (BBIBP-CorV ของซิโนฟาร์ม, วัคซีนของ Chinese Academy of Medical Sciences, ซิโนแว็ก, โคแว็กซินของภารัตไบโอเทค, CoviVac ของ Chumakov Centre, COVIran Barakat ของ Shifa Pharmed Industrial Group, Minhai-Kangtai (KCONVAC)แม่แบบ:Efn-ua, QazVac ของ Research Institute for Biological Safety Problems และ WIBP-CorV ของซิโนฟาร์ม) วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นเวกเตอร์ 5แม่แบบ:Nbspชนิด (สปุตนิกไลท์และสปุตนิกวีของสถาบันวิจัยกามาเลีย, แอสตร้าเซนเนก้า, Ad5-nCoV ของแคนซิโนไบโอลอจิกส์ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) และวัคซีนหน่วยย่อยโปรตีนของไวรัสโควิด-19 จำนวน 4แม่แบบ:Nbspชนิด (Abdala ของ Center for Genetic Engineering and Biotechnology, EpiVacCorona ของสถาบันเวกตอร์, Soberana 02 ของ Finlay Institute และ ZF2001 ของ Anhui Zhifei Longcom)[4][5] มีวัคซีนแคนดิเดตซึ่งได้เข้าสู่การวิจัยเพื่อใช้รักษาแล้ว 330แม่แบบ:Nbspชนิด ในจำนวนนี้ 30แม่แบบ:Nbspชนิดกำลังทดลองในระยะที่ 1, 30แม่แบบ:Nbspชนิดในระยะที่ 1-2, 25แม่แบบ:Nbspชนิดในระยะที่ 3 และ 8 ชนิดในระยะที่ 4[4]

ประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ มีแผนแจกจำหน่ายวัคซีนโดยจัดลำดับการให้ตามกลุ่มที่เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่เสี่ยงติดแล้วแพร่โรค เช่น บุคลากรทางแพทย์[6] มีประเทศที่กำลังพิจารณาฉีดวัคซีนเพียงโดสเดียวในเบื้องต้นเพื่อขยายฉีดวัคซีนแก่ประชาชนให้มากที่สุดจนกว่าจะมีวัคซีนพอ[7][8][9][10]

จนถึงวันที่แม่แบบ:Nbsp22 สิงหาคม 2021 องค์กรสาธารณสุขรวมแม่แบบ:Nbspๆ กันทั่วโลกรายงานว่า ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ถึง 5,000 ล้านโดสแล้ว[11] ผู้ผลิตวัคซีนได้ระบุจำนวนโดสวัคซีนที่จะสามารถผลิตในปีแม่แบบ:Nbsp2021 ไว้ดังนี้ ออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า 3,000 ล้านโดส, ไฟเซอร์}-ไบออนเทค 1,300 ล้านโดส ผู้ผลิตสปุตนิกวี ซิโนฟาร์ม ซิโนแว็ก และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันรายละ 1,000 ล้านโดส โมเดอร์นา}}ตั้งเป้าผลิต 600 ล้านโดส และแคนซิโนไบโอลอจิกส์ 500 ล้านโดส[12][13] แต่จนถึงเดือนธันวาคม 2020 ประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ ก็ได้สั่งวัคซีนล่วงหน้าเกิน 10,000 ล้านโดสแล้ว[14] โดยครึ่งหนึ่งเป็นประเทศรายได้สูงแม้จะมีประชากรเพียงร้อยละ 14 ของโลก[15] เพราะความต้องการวัคซีนสูงเยี่ยงนี้ในช่วงปี 2020–21[15] ประชาชนของประเทศกำลังพัฒนาที่จัดว่ามีรายได้น้อยอาจไม่ได้รับวัคซีนจากผู้ผลิตเหล่านี้จนถึงปีแม่แบบ:Nbsp2023 หรือ 2024 จึงทำให้โปรแกรมโคแว็กซ์จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ส่งวัคซีนได้ทั่วถึงกันทั่วโลก[14][15]

แม่แบบ:Clear

แม่แบบ:COVID-19 vaccination data

สาระสำคัญและประวัติ

ซาร์สและเมอร์ส

มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโคโรนาในสัตว์หลายอย่าง รวมทั้งโรคหลอดลมอักเสบเหตุติดเชื้อไวรัส (infectious bronchitis virus) ในนก โรคไวรัสโคโรนาในสุนัข (canine coronavirus) และโรคไวรัสโคโรนาในแมว (feline coronavirus)[16] โครงการก่อนแม่แบบ:Nbspๆ ที่พัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสในสกุล Coronaviridae ที่มนุษย์ติดเชื้อ มุ่งใช้สำหรับกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส หรือ แม่แบบ:Abbr) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส หรือ แม่แบบ:Abbr) โดยทั้งสองได้ทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว[17][18]

ตามวรรณกรรมงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในระหว่างปี 2005–2006 แม้รัฐบาลและองค์กรสาธารณสุขต่างแม่แบบ:Nbspๆ ทั่วโลกจะได้ให้ความสำคัญกับการหาและพัฒนาวัคซีนบวกยาใหม่แม่แบบ:Nbsp[19][20][21] แต่จนถึงปีแม่แบบ:Nbsp2020 ก็ยังไม่มีวัคซีนรักษาหรือป้องกันโรคซาร์สที่แสดงว่าปลอดภัยและมีประสิทธิผลในมนุษย์[22][23]

โรคเมอร์สก็ยังไม่มีวัคซีนด้วย[24] เมื่อโรคเมอร์สกำลังระบาด เชื่อกันว่า งานวิจัยเกี่ยวกับโรคซาร์สที่ได้ทำแล้วอาจเป็นโครงแบบที่มีประโยชน์เพื่อพัฒนาวัคซีนและพัฒนาวิธีการรักษาโรค[22][25] จนถึงเดือนมีนาคม 2020 มีวัคซีนโรคเมอร์สชนิดหนึ่ง (อาศัยดีเอ็นเอ) ที่ได้ผ่านการทดลองทางคลินิกระยะที่แม่แบบ:Nbsp1 กับมนุษย์แล้ว[26] และมีวัคซีนอีก 3 อย่างที่กำลังอยู่ในกระบวนการโดยทั้งหมดเป็นวัคซีนมีไวรัสเป็นเวกเตอร์, 2แม่แบบ:Nbspอย่างมี[[เวกเตอร์อะดีโนไวรัส|อะดีโนไวรัส (ChAdOx1แม่แบบ:NbspnCoV-19, BVRS-GamVac) เป็นเวกเตอร์]] และอีกอย่างมี modified vaccinia Ankara (MVA) เป็นเวกเตอร์[27]

การพัฒนาวัคซีนโควิดในปีแม่แบบ:Nbsp2020

ในอดีตยังไม่เคยมีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อที่สามารถพัฒนาได้จนสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี และวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสำหรับใช้ในมนุษย์ก็ยังไม่เคยมีผลิตมาก่อน[28] หลังจากได้พบโรคปอดบวมเหตุไวรัสโคโรนาแบบใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2019[29] ก็ได้ตีพิมพ์ลำดับยีนของโควิด-19 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2020 ซึ่งจุดชนวนการตอบสนองฉุกเฉินในระดับนานาชาติเพื่อเตรียมรับโรคระบาดและเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค[30][31][32]

ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2020 องค์การอนามัยโลกคาดว่า จะมีวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ที่เป็นเหตุของโรคอย่างเร็วก็ใช้เวลา 18 เดือน[33] อัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโควิดทั่วโลกเมื่อต้นปีแม่แบบ:Nbsp2020 ได้กระตุ้นให้ก่อพันธมิตรระดับนานาชาติและกระตุ้นให้รัฐระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาวัคซีนหลายชนิดในระยะเวลาสั้นแม่แบบ:Nbsp[34] จึงมีวัคซีนแคนดิเดต 4แม่แบบ:Nbspอย่างที่เริ่มการทดลองในมนุษย์ในเดือนมีนาคม (ดูตารางการทดลองทางคลินิกที่เริ่มในปี 2020 ต่อไป)[30][35]

องค์การอนามัยโลกประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดถึง 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 250,000 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาวัคซีนสามอย่างหรือมากกว่าที่มีเทคโนโลยีและการจัดจำหน่ายต่างแม่แบบ:Nbspๆ กันเพื่อระงับการระบาดของโควิดทั่วโลก[34] จนถึงเดือนเมษายน 2020 ก็มี "บริษัทและสถาบันเกือบ 80แม่แบบ:Nbspแห่งใน 19 ประเทศ" ที่กำลังดำเนินการอันเสมือนกับสถานการณ์ตื่นทองนี้แล้ว[36] ในเดือนเมษายนเช่นกัน เซพี (แม่แบบ:Abbr) ได้ประเมินว่าอาจมีวัคซีนแคนดิเดตต้านโรคโควิดถึง 6 อย่าง ที่พันธมิตรนานาชาติควรเลือกพัฒนาให้ผ่าน[[ระยะการทดลองทางคลินิก|การทดลองทางคลินิกระยะที่แม่แบบ:Nbsp2–3]] และ 3 อย่างควรช่วยลดระเบียบราชการที่จุกจิกเกินไปให้ผ่านการตรวจสอบของรัฐและการตรวจสอบคุณภาพได้ โดยจะมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อยถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 62,851 ล้านบาท)[37][35][28] ส่วนงานวิเคราะห์อีกงานหนึ่งประเมินว่า จะต้องพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตในเบื้องต้นพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กัน 10 อย่างก่อนจะเลือกเพียงไม่กี่อย่างเพื่อพัฒนาจนถึงให้อนุมัติได้[28]

ในเดือนกรกฎาคม 2020 ศูนย์ความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติสหราชอาณาจักร บวกกับหน่วยงานความมั่นคงการสื่อสารต่างแม่แบบ:Nbspๆ ของแคนาดา สำนักงานความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐานแห่งความมั่นคงไซเบอร์สหรัฐ (Cybersecurity Infrastructure Security Agency) และสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ได้ร่วมกันกล่าวหาว่านักเลงคอมพิวเตอร์ที่ประเทศรัสเซียสนับสนุนได้พยายามขโมยงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาและวัคซีนโควิดจากสถาบันวิชาการและสถาบันยาในประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ แต่รัสเซียก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้[38]

การพัฒนาทั่วโลก

ในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020 ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการพัฒนาวัคซีนโควิดจากต้นปีก็คือ การเพิ่มการร่วมมือกันระหว่างบริษัทยาข้ามชาติกับรัฐบาลของประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ, รูปแบบบริษัทและจำนวนบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่ได้เล็งความสนใจไปที่วัคซีนโควิด[37] ตามเซพี เมื่อจำแนกตามภูมิภาค องค์กรที่พัฒนาวัคซีนโควิดร้อยละ 40 อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเทียบกับร้อยละ 30 ในเอเชียและออสเตรเลียร้อยละ 26 ในยุโรป โดยมีโครงการจำนวนน้อยในอเมริกาใต้และแอฟริกา[37][30]

แม่แบบ:Anchor

Access to COVID-19 Tools (ACT) Accelerator และโคแว็กซ์

องค์กรนานาชาติรวมทั้งองค์การอนามัยโลก, เซพี (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations, CEPI), กาวี, มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ และรัฐบาลต่างแม่แบบ:Nbspๆ ได้ก่อตั้งโครงการ "Access to COVID-19 Tools (ACT) Accelerator" เพื่อหาเงินทุน เร่งการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการเข้าถึงอย่างยุติธรรมทั่วโลกสำหรับชุดตรวจโควิด วิธีการรักษา และการได้ใบอนุญาตเพื่อผลิตวัคซีน โดยมีโปรแกรมพัฒนาโดยเฉพาะที่เรียกว่า โคแว็กซ์ (COVAX Pillar)[39][40] โคแว็กซ์มุ่งอำนวยให้ได้ใบอนุญาตเพื่อผลิตวัคซีนโควิดหลายอย่าง มุ่งให้มีราคาที่ยุติธรรม มุ่งให้ได้วัคซีนถึง 2,000 ล้านโดสไม่เกินปลายปีแม่แบบ:Nbsp2021 เพื่อป้องกันบุคลากรทางแพทย์ผู้เป็นหน่วยหน้าและคนที่เสี่ยงมากที่สุด โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำจนถึงปานกลาง[41][42] (รวมทั้งประเทศไทย)

จนถึงเดือนธันวาคม 2020 โครงการ ACT Accelerator รวมแม่แบบ:Nbspๆ แล้วได้เงินทุนมา 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75,000 ล้านบาท) มีวัคซีนแคนดิเดต 9แม่แบบ:Nbspอย่างที่ได้เงินทุนจากโคแว็กซ์และเซพี จึงจัดเป็นกลุ่มที่มีวัคซีนโควิดมากที่สุด โดยมีประเทศ 189 ประเทศ ตกลงว่าจะร่วมแผนการผลิตจัดส่งวัคซีนในที่สุด[43][44] ในต้นปีแม่แบบ:Nbsp2020 องค์การอนามัยโลกได้ออกสื่อสัญญาณต่อเนื่องซึ่งได้สัญญาว่าจะได้เงิน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองแสนแปดหมื่นล้านบาท) จากประเทศ 40 ประเทศเพื่อสนับสนุนการเร่งพัฒนาวัคซีน[45]

ในเดือนกรกฎาคม องค์การประกาศว่าประเทศ 165 ประเทศ ซึ่งมีประชากรทั้งหมดร้อยละ 60 ของทั้งโลกได้ตกลงกับแผนการของโคแว็กซ์เพื่อให้แจกจำหน่ายวัคซีนที่ได้อย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ซึ่งรับประกันว่าประเทศที่เข้าร่วมแต่ละประเทศจะได้ส่วนแบ่งวัคซีนเพื่อให้แก่ประชากรที่เสี่ยงสุดร้อยละ 20 ของประเทศไม่เกินปลายปีแม่แบบ:Nbsp2021[46]

ส่วนองค์กรการร่วมมืองานวิจัยโลกเพื่อความเตรียมพร้อมต่อโรคติดต่อ (Global Research Collaboration for Infectious Disease Preparedness) กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกเพื่อจัดลำดับความจำเป็นในการได้ทุนของงานวิจัยต่างแม่แบบ:Nbspๆ เพื่อประสานงานระหว่างองค์กรนานาชาติผู้ให้ทุนกับองค์กรที่ทำงานวิจัย เพื่ออัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าของวัคซีน และเพื่อหลีกเลี่ยงการให้ทุนซ้ำซ้อน[47][48] ส่วนสหพันธ์โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงและการติดเชื้ออุบัติใหม่ (International Severe Acute Respiratory and Emerging Infection Consortium ตัวย่อ ISARIC) ก็กำลังจัดระเบียบและเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับโควิดเพื่อให้เกิดผลต่อนโยบายสาธารณสุขของรัฐในเรื่องการแจกจำหน่ายวัคซีนที่จะได้[49]

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp4 มิถุนายน มีงานประชุมสุดยอดเสมือนที่ประสานงานจากกรุงลอนดอน มีผู้แทนจากองค์กรของรัฐและเอกชนจากประเทศ 52 ประเทศ รวมทั้งประมุขแห่งรัฐ 35 ท่านจากประเทศ[[กลุ่ม 7|กลุ่มแม่แบบ:Nbsp7]] และ[[กลุ่ม 20|กลุ่มแม่แบบ:Nbsp20]] เพื่อระดมเงิน 8,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองแสนแปดหมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนให้กาวี (พันธมิตรโลกเพื่อวัคซีนและการให้ภูมิคุ้มกัน) เตรียมให้วัคซีนโควิดแก่เด็ก 300 ล้านคนในประเทศด้อยพัฒนาตลอดจนถึงปีแม่แบบ:Nbsp2025[50] ผู้บริจาครายใหญ่รวมทั้งมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ (1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณห้าหมื่นล้านบาท)[51] และสหราชอาณาจักร (330 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงต่อปีเป็นเวลา 5 ปีรวมเป็นเงินประมาณหกหมื่นหกพันล้านบาท)[50]

ในเดือนธันวาคม มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์บริจาคทรัพย์อีก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเจ็ดพันแปดร้อยล้านบาท) ให้แก่ ACT Accelerator เพื่อ "สนับสนุนการส่งชุดตรวจโควิด-19 การรักษา และวัคซีนใหม่แม่แบบ:Nbspๆ โดยเฉพาะแก่ประเทศมีรายได้ต่ำและปานกลาง" ในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2021 จึงรวมการบริจาคทรัพย์เกี่ยวกับโควิดของมูลนิธิเป็น 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 55,000 ล้านบาท)[52][53]

แม่แบบ:Anchor

เซพี

เซพี (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations, CEPI) เป็นองค์กรนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นในปีแม่แบบ:Nbsp2017 มุ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้พัฒนาวัคซีนนานาชาติเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคระบาดต่างแม่แบบ:Nbsp[42] เซพีได้จัดตั้งกองทุน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64,600 ล้านบาท) โดยเป็นหุ้นส่วนทั่วโลกกับองค์กรของรัฐ เอกชน การกุศล กับประชาสังคมเพื่อเร่งวิจัยและทดลองวัคซีนแคนดิเดตสำหรับโควิด 9 อย่าง โดยมีเป้าหมายให้มีหลายอย่างพัฒนาจนได้อนุมัติภายในปี 2020–21[37][35][43] สหราชอาณาจักร แคนาดา เบลเยียม นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ได้บริจาคเงิน915 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองหมื่นเก้าพันล้านบาท) แก่เซพีแล้วในต้นเดือนพฤษภาคม[45][54] ส่วนมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ ซึ่งมีเป้าหมายในด้านการวิจัยและการแจกจำหน่ายวัคซีน ได้บริจาคเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเจ็ดพันเก้าร้อยล้านบาท) ให้แก่องค์การเพื่องานวิจัยและการให้การศึกษาแก่สาธารณชนในเรื่องวัคซีนโควิด[55][56]

ตลอดการระบาดทั่วปีแม่แบบ:Nbsp2020 เซพีได้ให้เงินทุนพัฒนาวัคซีนแคนดิเดต 9แม่แบบ:Nbspอย่างโดยตั้งใจให้มีเทคโนโลยีวัคซีนหลายหลากต่างแม่แบบ:Nbspๆ กันเพื่อลดความเสี่ยงการล้มเหลวซึ่งปกติจะสูงเมื่อพัฒนาวัคซีน[43][57] จนถึงเดือนธันวาคม องค์กรและโปรแกรมการวิจัยที่ได้การสนับสนุนจากเซพีรวมแอสตร้าเซนเนก้า/มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (AZD1222), Clover Biopharmaceuticals (SCB-2019), CureVac (Zorecimeran/CVnCoV), Inovio (INO-4800), สถาบันปาสเตอร์ (MV-SARS-CoV-2), โมเดอร์นา (mRNA-1273), Novavax (NVX-CoV2373), SK bioscience (GBP510), และมหาวิทยาลัยฮ่องกง[43][58][59]

รัฐบาลของประเทศ

รัฐบาลของประเทศที่จัดงบประมาณเพื่อลงทุนในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับงานวิจัยวัคซีน งานพัฒนา และการผลิตเริ่มต้นในปีแม่แบบ:Nbsp2020 รวมทั้งรัฐบาลกลางของแคนาดา ซึ่งประกาศทุน 275 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณหกพันสี่ร้อยล้านบาท) สำหรับโครงการงานวิจัยวัคซีน 96 โครงการ ทั้งในบริษัทและในมหาวิทยาลัย โดยมีแผนจะสร้าง "ธนาคารวัคซีน" เพื่อฝากวัคซีนไว้หลายอย่างที่สามารถใช้ถ้าโรคระบาดอีก[60][61] ยังมีการลงทุนเพิ่มอีก 1,100 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณสองหมื่นหกพันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการทดลองทางคลินิกในแคนาดาแล้วพัฒนาโซ่การผลิตและการแจกจำหน่ายสำหรับวัคซีน[48] วันที่แม่แบบ:Nbsp4 พฤษภาคม รัฐบาลแคนาดาจัดงบประมาณ 850 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณสองหมื่นล้านบาท) ให้แก่องค์การอนามัยโลกเนื่องกับการออกสื่อสัญญาณต่อเนื่องเพื่อระดมทุน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้วัคซีนโควิด[62]

[[ไฟล์:The vaccine development process typically takes 10 to 15 years under a traditional timeline. Multiple regulatory pathways, such as Emergency Use Authorization, can be used to facilitate bringing a vaccine for COVID-19 to (49948301848).jpg|thumb | upright = 1.4| ผังของสำนักงาน Government Accountability Office ของสหรัฐ เปรียบเทียบการพัฒนาวัคซีนธรรมดากับไทม์ไลน์ที่เร่งเร็วขึ้น รวมแม่แบบ:Nbspๆ คือ (บน) ทั่วไปใช้เวลา 10–15 ปีกว่าจะได้อนุมัติในสหรัฐ (ล่าง) เร่งเร็วใช้เวลาไม่กี่ปี คำแปลคร่าวแม่แบบ:Nbsp แม่แบบ:Small - Exploratory = การวิจัยสืบเสาะ, Preclinic = การทดลองระยะพรีคลินิก, Clinical Trials = [[ระยะการทดลองทางคลินิก|การทดลองทางคลินิกแบ่งเป็นระยะแม่แบบ:Nbspๆ]], FDA Review and Approval = การพิจารณาและอนุมัติโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐ, Manufacturing = การผลิต, FDA Rolling Review and Approval = การพิจารณาและอนุมัติที่ทำอย่างต่อเนื่อง, Rapid Manufacturing = การผลิตอย่างรวดเร็ว ]] ในประเทศจีน รัฐบาลได้ให้เงินกู้มีดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้พัฒนาวัคซีนผ่านธนาคารกลาง และหาที่ดินให้เพื่อให้บริษัทสร้างโรงงานผลิตวัคซีน[54] จนถึงเดือนมิถุนายน 2020 วัคซีนแคนดิเดต 6แม่แบบ:Nbspอย่างจาก 11แม่แบบ:Nbspอย่างที่กำลังทดสอบเบื้องต้นในมนุษย์มาจากองค์กรของจีน[55] บริษัทวัคซีนและสถาบันวิจัย 3แม่แบบ:Nbspแห่งได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเพื่อการวิจัย เพื่อการทดลองทางคลินิก และการผลิตวัคซีนซึ่งดีที่สุด โดยให้ความสำคัญกับการได้หลักฐานประสิทธิศักย์ของวัคซีนเร็วแม่แบบ:Nbspๆ ยิ่งกว่าความปลอดภัย[63] วันที่แม่แบบ:Nbsp18 พฤษภาคม จีนได้สัญญาว่าจะให้เงิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหกหมื่นสามพันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนงานขององค์การอนามัยโลกเพื่อกำจัดโควิด[64] วันที่แม่แบบ:Nbsp22 กรกฎาคม จีนได้ประกาศว่าจะให้เงินกู้ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,000 ล้านบาท) เพื่อให้ประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ ในลาตินอเมริกาและแคริบเบียนสามารถซื้อวัคซีนจากจีนได้[65] วันที่แม่แบบ:Nbsp24 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีจีนหลี่ เค่อเฉียงประกาศว่า จะแจกจำหน่ายวัคซีนของจีนให้แก่ประเทศเอเชียอาคเนย์ 5 ประเทศ คือกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ไทยและเวียดนาม ก่อนอื่นเมื่อได้วัคซีนแล้ว[66]

ในบรรดาประเทศสหภาพยุโรป เมื่อเดือนพฤษภาคม ฝรั่งเศสประกาศการลงทุน 4.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณร้อยห้าสิบสี่ล้านบาท) ในสหพันธ์การวิจัยวัคซีนโควิดผ่านเซพี ที่องค์กรต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งสถาบันปาสเตอร์ (ฝรั่งเศส), Themis Bioscience (ออสเตรีย) และมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (สหรัฐ) จะมีบทบาท ซึ่งเพิ่มทุนการพัฒนาวัคซีนโควิดของ CEPI เป็น 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหมื่นห้าพันล้านบาท) [67][68] ในเดือนมีนาคม คณะกรรมาธิการยุโรปได้ลงทุน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,769 ล้านบาท) กับ CureVac ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของเยอรมนีเพื่อพัฒนาวัคซีนแบบเอ็มอาร์เอ็นเอ[69] ส่วนรัฐบาลเยอรมันเองก็ได้ลงทุนต่างหากกับบริษัทอีก 300 ล้านยูโร (ประมาณหมื่นสี่พันล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน[70] เบลเยียม นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์เป็นผู้บริจาครายสำคัญให้แก่ CEPI เพื่อวิจัยวัคซีนโควิดในยุโรป[54]

ในเดือนเมษายน รัฐบาลสหราชอาณาจักรก่อตั้งคณะกรรมการวัคซีนโควิดเฉพาะกิจเพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนผ่านการร่วมงานระหว่างอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย กับองค์กรต่างแม่แบบ:Nbspๆ ของรัฐตลอดขั้นตอนการพัฒนาวัคซีน รวมทั้งกำหนดโรงพยาบาลในประเทศเพื่อทำการทดลองทางคลินิก กฎการอนุมัติ และการผลิตในที่สุด[71] โครงการริเริ่มพัฒนาวัคซีนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอนได้รับงบประมาณ 44 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณพันแปดร้อยล้านบาท) ในเดือนเมษายน[72][73]

สำนักงานวิจัยและพัฒนาทางชีวเวชขั้นสูงสหรัฐ (Biomedical Advanced Research and Development Authority ตัวย่อ BARDA อ่านว่า บาร์ดา) เป็นองค์กรของรัฐบาลกลางสหรัฐที่ให้ทุนกับเทคโนโลยีรักษาโรค ได้ประกาศลงทุนเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนโควิด และเตรียมตัวผลิตวัคซีนแคนดิเดตที่มีหวังที่สุดในสหรัฐ วันที่แม่แบบ:Nbsp16 เมษายน บาร์ดาลงทุน 483 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหมื่นห้าพันล้านบาท) กับบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) และหุ้นส่วนคือจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน[54][74] บาร์ดายังมีงบประมาณอีก4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณแสนสามหมื่นล้านบาท) สำหรับพัฒนาวัคซีน ดังนั้น จึงอาจลงทุนพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตได้ถึง 6–8 อย่างที่จะทดลองทางคลินิกในปี 2020–2021 โดยบริษัทต่างแม่แบบ:Nbspๆ เช่น Sanofi Pasteur (ฝรั่งเศส) และ Regeneron (สหรัฐ)[74][75]

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp15 พฤษภาคม รัฐบาลกลางสหรัฐได้ประกาศให้งบประมาณกับโปรแกรมเร่งด่วนคือ Operation Warp Speed (แปลได้ว่า ปฏิบัติการความเร็วเหนือแสง) โดยมุ่งให้เริ่มทดลองวัคซีนแคนดิเดตทางคลินิกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020 แล้วผลิตวัคซีนที่ได้อนุมัติ 300 ล้านโดสให้ได้ในเดือนมกราคม 2021 ผู้นำโปรแกรมนี้เป็นนายพลทหารบกสหรัฐ ในเดือนมิถุนายน ผู้นำโปรแกรมแจ้งว่า จะทำงานร่วมกับบริษัท 7 บริษัทที่กำลังพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตสำหรับโควิด คือ โมเดอร์นา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เมอร์ค ไฟเซอร์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่ร่วมมือกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า บวกกับบริษัทอีกสองบริษัท[76] แม้บริษัทไฟเซอร์ภายหลังจะระบุว่า "บริษัทไม่ได้ยอมรับเงินทุน (จากรัฐ)... การลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนาของไฟเซอร์ทั้งหมดเป็นการเสี่ยง"[77]

การทดลองขององค์การอนามัยโลก

ในเดือนเมษายน 2020 องค์การอนามัยโลกได้ตีพิมพ์แผนการวิจัยและพัฒนาไวรัสโคโรนาใหม่ ซึ่งเตรียมแผน "การวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่ ทำในระดับนานาชาติ มีศูนย์หลายศูนย์ ทำแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม" เพื่อให้สามารถ "ประเมินประโยชน์และความเสี่ยงของวัคซีนแคนดิเดตแต่ละอย่างพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กันภายใน 3–6 เดือนที่มีให้ใช้ทดลอง" แผนการนี้มี "โพรไฟล์ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย" (Global Target Product Profile ตัวย่อ TPP) ซึ่งจำแนกคุณสมบัติของวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลไว้เป็น 2 หมวด คือ "วัคซีนเพื่อการป้องกันในระยะยาวสำหรับบุคคลที่เสี่ยงโควิดสูงกว่า เช่น บุคลากรทางการแพทย์" และวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่ให้ภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการระบาดใหม่[34]

องค์การยังได้จัดตั้งทีมนานาชาติ คือ ทีพีพี (TPP) ขึ้นเพื่อ

  1. ประเมินการพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตที่มีอนาคตมากสุด
  2. สร้างข้อมูล/แผนที่เกี่ยวกับวัคซีนแคนดิเดตและการทดลองทางคลินิกของวัคซีนทั่วโลก แล้วตีพิมพ์อัปเดตแผนของวัคซีนโดยอัปเดตบ่อยแม่แบบ:Nbsp[78]
  3. ประเมินและตรวจคัดวัคซีนแคนดิเดตที่มีอนาคตมากสุดพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กันอย่างเร็วก่อนจะทดสอบในมนุษย์
  4. ออกแบบและประสานการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม มีหลายศูนย์ และทำในระดับนานาชาติซึ่งเรียกว่าการทดลองซอลิแดริตี (Solidarity trial)[34][79] เพื่อให้สามารถประเมินประโยชน์และความเสี่ยงของวัคซีนแคนดิเดตต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่กำลังทดลองทางคลินิกในประเทศที่มีอัตราการติดโรคโควิดสูง แล้วตีความและแชร์ผลที่ได้อย่างรวดเร็วทั่วโลก[34]

ทีมนานาชาตินี้จะจัดลำดับความสำคัญว่า วัคซีนใดควรเข้าสู่[[ระยะการทดลองทางคลินิก|การทดลองทางคลินิกระยะที่แม่แบบ:Nbsp2 และ 3]] และระบุโพรโทคอล/เกณฑ์วิธีของการทดลองระยะ 3 แบบเข้ากันได้สำหรับวัคซีนทั้งหมดที่เข้าสู่ระยะก่อนได้รับอนุมัตินี้[34]

แบบทดลองที่ปรับได้สำหรับการทดลองซอลิแดริตี

แบบทดลองทางคลินิกที่กำลังทำอยู่อาจปรับได้โดยเรียกว่าเป็น "adaptive design" (แบบปรับได้) ถ้าข้อมูลที่ได้ในการทดลองให้ความชัดเจนตั้งแต่เนิ่นแม่แบบ:Nbspๆ เกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีน ไม่ว่าจะบวกหรือลบ[80][81] ดังนั้น การทดลองร่วม (Solidarity trial) ขององค์การอนามัยโลกสำหรับวัคซีนหลายอย่างที่ทดลองทางคลินิกในปีแม่แบบ:Nbsp2020 จะใช้วิธีเช่นนี้เพื่อให้สามารถเปลี่ยนพารามิเตอร์ของการทดลองได้อย่างรวดเร็วในศูนย์ทดลองทุกแห่งเมื่อผลปรากฏ[79] วัคซีนแคนดิเดตใหม่ที่เข้าเกณฑ์ยังอาจเพิ่มเข้าในโปรแกรมการทดลองร่วม และวัคซีนแคนดิเดตที่ปรากฏโดยหลักฐานว่าปลอดภัยหรือมีประสิทธิศักย์ไม่ดีเทียบกับยาหลอกและวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ก็จะยกเลิกทดลองในโปรแกรมนี้[79]

แบบปรับได้ที่ใช้ในการทดลองวัคซีนแคนดิเดตทางคลินิกระยะที่ 2–3 อาจทำให้ระยะการทดลองสั้นลงโดยมีอาสาสมัครผู้รับวัคซีนน้อยกว่า ช่วยเร่งการตัดสินใจไม่ว่าจะหยุดการทดลองตั้งแต่ต้นแม่แบบ:Nbspๆ หรือตัดสินใจว่ามีผล หลีกเลี่ยงทำการวิจัยซ้ำแม่แบบ:Nbspๆ และเพิ่มการประสานงานเพื่อเปลี่ยนแบบการทดลองที่ทำร่วมในศูนย์ประเทศต่างแม่แบบ:Nbsp[79][80]

หุ้นส่วน การแข่งขัน และการแจกจำหน่าย

บริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีประสบการณ์ผลิตวัคซีนเป็นจำนวนมากแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แอสตร้าเซนเนก้า และแกล็กโซสมิธไคลน์ กำลังสร้างพันธมิตรกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ รัฐบาลของประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ และมหาวิทยาลัยเพื่อเร่งการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ[55][54] เพื่อรวมสมรรถภาพทางการเงินและการผลิตเพื่อสร้างเทคโนโลยีวัคซีนโรคระบาดทั่วแบบใช้ตัวเสริม (adjuvant) แกล็กโซสมิธไคลน์จึงได้จับมือกับซาโนฟี่ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนแบบที่ไม่ค่อยทำกันระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่นานาชาติเพื่อเร่งพัฒนาวัคซีน[82]

เมื่อโควิด-19 กำลังระบาดไปทั่วอย่างรวดเร็วในปีแม่แบบ:Nbsp2020 องค์การนานาชาติเช่นองค์การอนามัยโลกและเซพี ผู้พัฒนาวัคซีน รัฐบาล และอุตสาหกรรมก็ได้ประเมินการแจกจำหน่ายวัคซีนที่จะได้[34] ประเทศผลิตวัคซีนแต่ละประเทศอาจถูกโน้มน้าวให้ขายวัคซีนในราคาสูงสุด หรือใช้วัคซีนในประเทศของตนก่อน[31][28][54] ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า วัคซีนที่จะอนุมัติควรมีราคาที่พอซื้อได้และมีให้สำหรับบุคคลหน่วยหน้าในการรักษาพยาบาลและคนที่จำเป็นมากสุด[31][28][54] ในเดือนเมษายน เดอะเดลีเทลิกราฟ (ลอนดอน) รายงานว่า สหราชอาณาจักรได้ตกลงทำการร่วมกับประเทศและองค์กรนานาชาติอื่นแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลีเพื่อค้นหาวัคซีนและแชร์ผลที่ได้ และตกลงว่า ประชาชนอังกฤษจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเพื่อได้วัคซีนโควิดที่มหาวิทยาลัยอังกฤษซึ่งได้รับเงินภาษีของประชาชนเป็นผู้พัฒนาขึ้น[72] บริษัทหลายแห่งมีแผนผลิตวัคซีนเพื่อเริ่มต้นขายในราคาถูก แล้วเพิ่มราคาเพื่อให้ได้กำไรภายหลังถ้าต้องฉีดวัคซีนทุกปีและเมื่อประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ ตุนวัคซีนเผื่ออนาคต[54]

องค์การอนามัยโลกและเซพีกำลังสร้างทรัพยากรทางการเงินและแนวปฏิบัติเพื่อส่งวัคซีนที่มีประสิทธิผล 3แม่แบบ:Nbspอย่างหรือยิ่งกว่าไปทั่วโลก โดยสำนึกว่าประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ และประชากรกลุ่มต่างแม่แบบ:Nbspๆ ย่อมจำเป็นต่างกัน[30][34][35][79] ยกตัวอย่างเช่น วัคซีนที่มีประสิทธิผลน่าจะจัดก่อนอื่นให้แก่บุคลากรทางแพทย์และกลุ่มประชากรที่เสี่ยงป่วยหนักและเสี่ยงตายมากสุดจากการติดโรค เช่น คนชราหรือคนจนที่อยู่ในชุมชนแออัด[83][84] ทั้งองค์การอนามัยโลก เซพี และกาวีต่างก็ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ประเทศร่ำรวยไม่ควรได้วัคซีนโควิดก่อนประเทศอื่นแม่แบบ:Nbspๆ แต่ควรพิจารณาความจำเป็นในหมู่ประชากรและความจำเป็นเพื่อลดปัญหาทางเศรษฐกิจ[30][35][83]

กำหนดเวลาต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่ต้องย่อลง

ประเด็นต่างแม่แบบ:Nbspๆ ทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาของกลุ่มประชากรที่อ่อนแอ และปัญหาการผลิตวัคซีนเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านโดสล้วนอาจกดดันให้ย่อกำหนดเวลาต่างแม่แบบ:Nbspๆ ในการพัฒนาวัคซีนและในบางกรณี อาจรวมระยะการทดลองทางคลินิกหลายระยะเข้าด้วยกันแล้วทำพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กันโดยใช้เวลาแค่เดือนแม่แบบ:Nbspๆ ซึ่งปกติต้องทำเป็นลำดับต่อแม่แบบ:Nbspๆ กันเป็นปีแม่แบบ:Nbsp[55] ยกตัวอย่างเช่น ผู้พัฒนาวัคซีนประเทศจีนและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคจีน (Chinese Center for Disease Control and Prevention) ได้เริ่มงานพัฒนาวัคซีนในเดือนมกราคม 2020[85] แต่เพียงแค่ถึงเดือนมีนาคม ก็กำลังตรวจดูวัคซีนแคนดิเดตเป็นจำนวนมากโดยใช้กำหนดเวลาที่ย่อลง และมีจุดประสงค์เพื่อแสดงความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีจีนเหนือของสหรัฐ และเพื่อให้ชาวจีนมั่นใจถึงคุณภาพวัคซีนที่ผลิตในจีน[55][86]

เพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนในกำหนดเวลาย่อแม่แบบ:Nbspๆ สำหรับโรคระบาดทั่ว ทั้งผู้พัฒนาวัคซีนและรัฐบาลได้ยอมรับความเสี่ยงเมื่อลัดวงจรพัฒนาวัคซีนปกติ[54] ผู้บริหารของอุตสาหกรรมคนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า "วิกฤติการณ์ของโลกใหญ่จนกระทั่งเราแต่ละคนจะต้องยอมเสี่ยงที่สุดเดี๋ยวนี้เพื่อยุติโรคนี้"[54] มีเรื่องที่ต้องพิจารณาหลายเรื่องรวมทั้งระดับความเป็นพิษที่ยอมรับได้ (คือความปลอดภัย) การตั้งเป้าที่กลุ่มประชากรที่อ่อนแอ ความก้าวหน้าอย่างมากของประสิทธิศักย์วัคซีนที่ต้องมี ระยะการป้องกันของวัคซีน ระบบการส่งยาพิเศษ (เช่น ให้ทางปากหรือทางจมูก แทนที่จะฉีด) ขนาดการให้ยา ความเสถียรของวัคซีนและวิธีการเก็บในคลัง การอนุมัติให้ใช้เป็นการฉุกเฉินก่อนได้รับอนุมัติทั่วไป วิธีการผลิตดีที่สุดเพื่อให้ได้วัคซีนเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านโดส และการแจกจำหน่ายวัคซีนที่ได้อนุมัติ[28][87] ถ้านับเริ่มจากการทดลองทางคลินิกระยะที่แม่แบบ:Nbsp1 วัคซีนถึงร้อยละ 84–90 ล้มเหลวในช่วงพัฒนาการแล้วไม่ได้รับอนุมัติให้วางตลาดขาย[30][88] ถ้าเริ่มจากการทดลองทางคลินิกระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 วัคซีนร้อยละ 25.7 ล้มเหลวและไม่ได้รับอนุมัติโดยที่สุด[88] ผู้ผลิตวัคซีนอาจจะลงทุนไปแล้วเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) โดยได้ผลิตวัคซีนเป็นล้านแม่แบบ:Nbspๆ โดสไปแล้วที่ใช้ไม่ได้[28][55][54] ในกรณีของโควิด-19 โดยเฉพาะ ประสิทธิศักย์ของวัคซีนที่อัตราร้อยละ 70 อาจพอระงับการระบาดทั่ว เพราะถ้ามีประสิทธิศักย์เพียงร้อยละ 60 การระบาดก็ยังอาจต่อไปได้ และประสิทธิศักย์ที่น้อยกว่าร้อยละ 60 จะไม่ก่อภูมิคุ้มกันหมู่พอระงับการกระจายเชื้อโดยตนเอง[28]

โรคที่ระบาดทั่วในปีแม่แบบ:Nbsp2020 ได้สร้างปัญหากับสถาบันวิจัยเพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมและการปิดห้องปฏิบัติการ[89][90] อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนก็ขาดแคลนขึ้นเรื่อยแม่แบบ:Nbspๆ เนื่องจากการซื้อแข่งขันกันในระดับนานาชาติหรือการเข้ายึดของรัฐ[63] กำหนดเวลาต่างแม่แบบ:Nbspๆ สำหรับการทดลองทางคลินิก ซึ่งปกติเป็นกระบวนการที่ทำเป็นลำดับต่อแม่แบบ:Nbspๆ กันโดยใช้เวลาเป็นปีแม่แบบ:Nbspๆ ก็กำลังย่อเป็นการทดลองตรวจความปลอดภัย ประสิทธิศักย์ และหาขนาดยาที่ทำพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กันโดยใช้เวลาเป็นแค่เดือนแม่แบบ:Nbspๆ ซึ่งอาจมีผลต่อความปลอดภัย[55][54]

แม่แบบ:Anchor

แพลตฟอร์มเทคโนโลยี

ในเดือนกันยายน 2020 นักวิทยาศาสตร์ของเซพีรายงานว่า มีแพลตฟอร์เทคโนโลยี 9 แพลตฟอร์มที่กำลังวิจัยและพัฒนาในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020 เพื่อสร้างวัคซีนต้านโควิด-19 โดยยังมีวัคซีนแคนดิเดตเป็นจำนวนมากที่ไม่ระบุแพลต์ฟอร์มเทคโนโลยี[37] แพลตฟอร์มโดยมากสำหรับวัคซีนที่อยู่ในช่วงทดลองทางคลินิกจนถึงเดือนกันยายนได้เล็งโปรตีน spike ของไวรัสและรูปแบบต่างแม่แบบ:Nbspๆ ของโปรตีนนี้เพื่อใช้เป็นแอนติเจนหลักในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค[37] แพลตฟอร์มที่กำลังพัฒนาในปีแม่แบบ:Nbsp2020 รวมเทคโนโลยีกรดนิวคลีอิก (คือ เอ็มอาร์เอ็นเอที่ดัดแปลงนิวคลีโอไซด์ (modRNA) หรือดีเอ็นเอ), เวกเตอร์ไวรัสที่ไม่ขยายพันธุ์, เพปไทด์, โปรตีนจากยีนลูกผสม, ไวรัสโควิดลดฤทธิ์ที่ยังเป็น และไวรัสโควิดเชื้อตาย[91][37][28][30]

เทคโนโลยีวัคซีนที่กำลังพัฒนาเพื่อโควิดหลายอย่างไม่เหมือนกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันอยู่แล้ว แต่จัดเป็นของใหม่ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงกับกลไกการแพร่เชื้อของโควิด[30][91][37][30] เทคโนโลยีที่ใช้ยังอาจเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการแอนติเจน และบางอย่างอาจมีประสิทธิผลดีกว่าในกลุ่มประชากรย่อยต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งคนชรา เด็ก หญิงมีครรภ์ และคนไข้ที่ภูมิต้านทานอ่อนแอ[37][30]

วัคซีนแคนดิเดตที่อาจสร้างโปรตีนของไวรัส SARS-CoV-2 แล้วทำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองรวมทั้ง (1) เอ็มอาร์เอ็นเอที่เข้ารหัสยีนของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เซลล์สร้างโปรตีนของไวรัส (2) เป็นโปรตีนที่ผิวหุ้มไวรัสโควิด-19 ที่ผลิตจากยีนลูกผสม (3) เวกเตอร์ไวรัสที่มียีนของโควิด-19 ซึ่งทำให้เซลล์สร้างโปรตีนของไวรัส
ผังแสดงการทำงานของวัคซีนอาร์เอ็นเอ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ชนิดหนึ่งที่ใช้ในวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคและของบริษัทโมเดอร์นา เอ็มอาร์เอ็นเอ ซึ่งอาจบรรจุอยู่ในอนุภาคนาโนที่เป็นลิพิดจะเข้าไปในเซลล์แล้วได้การแปลรหัสเป็นโปรตีนของไวรัสโควิด-19 ซึ่งก่อการตอบสนองจากภูมิคุ้มกัน แล้วทำให้ภูมิคุ้มกันรู้จักโปรตีนของไวรัส เมื่อติดเชื้อโควิด-19 ในอนาคต ก็จะตอบสนองต่อเชื้อได้อย่างเข้มแข็งและรวดเร็ว
สถิติวัคซีนโควิด‑19 สำหรับเทคโนโลยีต่างแม่แบบ:Nbspๆ (ก.พ. 2021)[4]
เทคโนโลยีแม่แบบ:Efn-ur แคนดิเดต ที่กำลังทดลอง
ในมนุษย์
ที่ได้อนุมัติใน
อย่างน้อย 1 ประเทศ
ประเทศที่
อนุมัติให้ใช้
เวกเตอร์ไวรัสที่ไม่ขยายพันธุ์แม่แบบ:Efn-ur 35 4แม่แบบ:Efn-ur 4 55
ใช้อาร์เอ็นเอแม่แบบ:Efn-ur 36 3แม่แบบ:Efn-ur 2 42
ไวรัสโควิด-19 เชื้อตายแม่แบบ:Efn-ur 19 5แม่แบบ:Efn-ur 3 25
หน่วยย่อยโปรตีนของไวรัสโควิด-19แม่แบบ:Efn-ur 80 4แม่แบบ:Efn-ur 1 2
ใช้ดีเอ็นเอแม่แบบ:Efn-ur 23 2แม่แบบ:Efn-ur 0 0
อนุภาคคล้ายไวรัสแม่แบบ:Efn-ur 19 1 0 0
เวกเตอร์ไวรัสที่ยังขยายพันธุ์แม่แบบ:Efn-ur 23 0 0 0
ไวรัสโควิด-19 [[วัคซีนเชื้อลดฤทธิ์|เป็นแม่แบบ:Nbspๆ แต่ลดฤทธิ์แล้ว]]แม่แบบ:Efn-ur 4 0 0 0

แม่แบบ:Notelist-ur

แม่แบบ:Anchor

วัคซีน

จนถึงวันที่แม่แบบ:Nbsp21 ธันวาคม ประเทศ 17 ประเทศแม่แบบ:Efn-ua และสหภาพยุโรป[92] ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคคือ tozinameran เป็นการฉุกเฉิน บาห์เรนยังอนุมัติให้วางตลาดขายฉุกเฉินสำหรับวัคซีน BBIBP-CorV ของบริษัทซิโนฟาร์ม[93] โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อมาก็ได้ทำเช่นกัน[94] ในสหราชอาณาจักรจนถึงวันที่แม่แบบ:Nbsp16 ธันวาคม คน 138,000แม่แบบ:Nbspคนได้รับ tozinameran ในอาทิตย์แรกของโปรแกรมการฉีดวัคซีนของประเทศ[95] ในวันที่แม่แบบ:Nbsp11 ธันวาคม 2020 องค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุญาตให้ใช้ tozinameran เป็นการฉุกเฉิน[96] อีกอาทิตย์ต่อมา ก็ให้อนุญาตเช่นกันกับวัคซีน mRNA-1273 ของบริษัทโมเดอร์นา จึงเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้ใช้วัคซีน 2แม่แบบ:Nbspอย่างเป็นการฉุกเฉิน[97][98][99]

เซพีจัดระยะการพัฒนาวัคซีนเป็นสามกลุ่ม คือ (1) ระยะการสำรวจ (exploratory) คือการวางแผนและออกแบบวัคซีนโดยไม่มีการประเมินในสิ่งมีชีวิต (2) พรีคลินิก (preclinical) คือการประเมินในสิ่งมีชีวิตและเตรียมตัวผลิตสารประกอบเพื่อจะทดสอบในมนุษย์ หรือ (3) ที่เริ่มทดสอบความปลอดภัยในมนุษย์อาสาสมัครที่สุขภาพดีระยะที่ 1 แล้ว[37] จนถึงกลางเดือนกันยายน มีวัคซีนแคนดิเดต 321แม่แบบ:Nbspอย่างที่ได้ยืนยันแล้วว่ากำลังทดลองทางคลินิก หรือว่าเป็นโครงการสำรวจหรือพรีคลินิก[37]

การทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp1 โดยหลักทดสอบความปลอดภัยและขนาดยาเป็นเบื้องต้นโดยให้ยาแก่อาสาสมัครสุขภาพดีเป็นสิบแม่แบบ:Nbspๆ คน ระยะที่แม่แบบ:Nbsp2 ซึ่งทำหลังประสบความสำเร็จในระยะที่แม่แบบ:Nbsp1 จะตรวจปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกัน, ขนาดของยา (คือตรวจประสิทธิศักย์โดยใช้ค่าวัดของสารบ่งชี้ทางชีวภาพ คือ biomarker) และผลที่ไม่พึงประสงค์ ปกติทำกับคนเป็นร้อยแม่แบบ:Nbspๆ คน[100][101] การทดลองระยะ 1–2 ทดสอบความปลอดภัยและการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในเบื้องต้นโดยจะกำหนดขนาดที่ได้ผลให้แม่นยำด้วย[101] ส่วนการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 ปกติจะมีอาสาสมัครมากกว่า มีกลุ่มควบคุม และทดสอบประสิทธิผลป้องกันโรคของวัคซีน (เป็นการทดลองแบบแทรกแซง คือ interventional) และจะเฝ้าสังเกตผลที่ไม่พึงประสงค์เมื่อใช้ขนาดยาที่ดีสุด[100][101] นิยามของความปลอดภัยของวัคซีน ประสิทธิศักย์ จุดยุติทางคลินิก (clinical endpoint) ในการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 อาจต่างกันระหว่างบริษัทต่างแม่แบบ:Nbspๆ เช่นการนิยามระดับผลข้างเคียง การติดเชื้อ หรือการแพร่เชื้อ และว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิดแบบรุนแรงหรือแบบปานกลาง[102][103][104]

วัคซีนที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว

ดูเพิ่มที่รายการขึ้นทะเบียนวัคซีน (ภาษาอังกฤษ)

องค์กรควบคุมของประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีน 11แม่แบบ:Nbspชนิดเป็นการฉุกเฉิน ในจำนวนนั้น 6แม่แบบ:Nbspชนิดได้รับอนุมัติจากองค์กรควบคุมที่องค์การอนามัยโลกจัดว่ามีระเบียบเคร่งครัด (stringent regulatory authorities) อย่างน้อย 1แม่แบบ:Nbspแห่ง

วัคซีนที่อนุมัติเป็นการฉุกเฉินหรือให้ใช้ทั่วไป
วัคซีนแคนดิเดต
ผู้พัฒนา/ผู้ให้ทุน
ของประเทศ เทคโนโลยี จำนวนโดส
ระยะห่าง
อุณหภูมิเก็บ การทดลองก่อนวางตลาด
(จำนวนอาสาสมัคร)
การทดลองหลังวางตลาด
(จำนวนอาสาสมัคร)
แอสตร้าเซนเนก้า (Vaxzevria, Covishield)[105]แม่แบบ:Efnแม่แบบ:Efn[106][107][108]

มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด, แอสตร้าเซนเนก้า, เซพี

สหราชอาณาจักร, สวีเดน อะดีโนไวรัสของชิมแปนซีที่แปลงเพื่อใช้เป็นเวกเตอร์ (ChAdOx1)[106] 2 โดส
4-12 สัปดาห์[109]
แม่แบบ:Val[110] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
ไฟเซอร์ (Comirnaty)แม่แบบ:Efn[111][112][113]

ไบออนเทค, ไฟเซอร์

เยอรมนี สหรัฐ อาร์เอ็นเอ (เอ็มอาร์เอ็นเอที่ดัดแปลงนิวคลีโอไซด์แม่แบบ:Efn หุ้มด้วยอนุภาคนาโนที่เป็นลิพิด) 2 โดส
3-4 สัปดาห์[114]แม่แบบ:Efn
แม่แบบ:Valแม่แบบ:Efn (ตู้แช่แข็งพิเศษ) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน[115][116]

Janssen Pharmaceutica (หน่วยงานของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน), แม่แบบ:Abbr

สหรัฐ เนเธอร์แลนด์ เวกเตอร์เป็นอะดีโนไวรัสลูกผสมที่ไม่ขยายพันธุ์ (Ad26)[117] แม่แบบ:Good แม่แบบ:Val[118] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
BBIBP-CorV[119]

หน่วยงานของซิโนฟาร์ม คือ Beijing Institute of Biological Products

จีน ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย (เพาะใน vero cell)[119] 2 โดส
3-4 สัปดาห์[120]
แม่แบบ:Val[121] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
โมเดอร์นา (Spikevax)[122][123]

โมเดอร์นา, แม่แบบ:Abbr, แม่แบบ:Abbr, เซพี

สหรัฐ เอ็มอาร์เอ็นเอ (เอ็มอาร์เอ็นเอที่ดัดแปลงนิวคลีโอไซด์แม่แบบ:Efn หุ้มด้วยอนุภาคนาโนที่เป็นลิพิด)[124] 2 โดส
4 สัปดาห์[125]แม่แบบ:Efn
แม่แบบ:Val[126]
(ตู้แช่แข็งยา)
แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
สปุตนิกวี แม่แบบ:Small

สถาบันวิจัยระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลีย

รัสเซีย เวกเตอร์เป็นอะดีโนไวรัสลูกผสมที่ไม่ขยายพันธุ์ (Ad5 และ Ad26)[127] 2 โดส
3 สัปดาห์[128]
แม่แบบ:Valแม่แบบ:Efn
(ตู้แช่แข็งยา)
แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
โคโรนาแว็ก[129][130][131]

ซิโนแว็ก

จีน ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย (เพาะใน vero cell)[129] 2 โดส
2-4 สัปดาห์[132]
แม่แบบ:Val[133] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
โคแว็กซิน แม่แบบ:Small

ภารตะไบโอเทค, สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย

อินเดีย ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย (เพาะใน vero cell)[134] 2 โดส
4 สัปดาห์[135]
แม่แบบ:Val[135] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
สปุตนิกไลท์

สถาบันวิจัยระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลีย[136]

รัสเซีย เวกเตอร์เป็นอะดีโนไวรัสลูกผสมที่ไม่ขยายพันธุ์ (Ad26)[137] แม่แบบ:Good[137] แม่แบบ:Val[138] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
Convidicea

แคนซิโนไบโอลอจิกส์, Beijing Institute of Biotechnology of the Academy of Military Medical Sciences[139]

จีน เวกเตอร์เป็นอะดีโนไวรัสลูกผสม (Ad5) แม่แบบ:Efn[140] แม่แบบ:Good แม่แบบ:Val[141] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
WIBP-CorV

หน่วยงานของซิโนฟารม์ คือ Wuhan Institute of Biological Products

จีน วัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย (เพาะใน vero cells) 2 โดส
3 สัปดาห์[142][143][144]
แม่แบบ:Val แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
EpiVacCorona[145][146]

สถาบันเวกตอร์

รัสเซีย หน่วยย่อยเพปไทด์ของไวรัสโควิด-19แม่แบบ:Efn[145] 2 โดส
3 สัปดาห์[145]
แม่แบบ:Val[147] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
ZF2001 (ZIFIVAX)[4]

Anhui Zhifei Longcom Biopharmaceutical Co. Ltd.

จีน หน่วยย่อยโปรตีนแบบลูกผสมของไวรัสโควิด-19แม่แบบ:Efn 3 โดส
30 วัน[148][149]
แม่แบบ:Val[150] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
Abdala

BioCubaFarma, Center for Genetic Engineering and Biotechnology

คิวบา ส่วนประกอบของไวรัสโควิด-19แม่แบบ:Efn 3 โดส
2 สัปดาห์[151]
แม่แบบ:Val[152] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
CoviVac[153]

The Chumakov Centre ที่วิทยาศาสตรบัณฑิตยสถานรัสเซีย

รัสเซีย ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย (เพาะใน vero cells)[154] 2 โดส
2 สัปดาห์[155]
แม่แบบ:Val[155] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
QazCovid-in (QazVac)[156]
Research Institute for Biological Safety Problems
คาซัคสถาน ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย 2 โดส
3 สัปดาห์[157]
แม่แบบ:Val[158] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
Minhai COVID-19 vaccine (KCONVAC)

Minhai Biotechnology Co., Shenzhen Kangtai Biological Products Co. Ltd.

จีน ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย (เพาะใน vero cell) 2 โดส
4 สัปดาห์[159]
แม่แบบ:Val แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
COVIran Barakat (COVIRAN)[160]

Barakat Pharmaceutical Group, Shifa Pharmed Industrial Group

อิหร่าน ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย 2 โดส
4 สัปดาห์[161]
แม่แบบ:Val แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
Covidful (Chinese Academy of Medical Sciences COVID-19 vaccine)[162][163]

Chinese Academy of Medical Sciences, Institute of Medical Biology

จีน ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย 2 โดส
2 สัปดาห์[163]
แม่แบบ:Val แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
Soberana 02 (FINLAY-FR-2)

BioCubaFarma, Instituto Finlay de Vacunas

คิวบา ส่วนประกอบของไวรัสโควิด-19แม่แบบ:Efn (คอนจูเกต) 2 โดส
4 สัปดาห์[164]
แม่แบบ:Val[152] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
ZyCoV-D[165]

Cadila Healthcare, Biotechnology Industry Research Assistance Council

อินเดีย พลาสมิดของดีเอ็นเอที่แสดงออกโปรตีน S ของไวรัสโควิด-19 3 โดส
4 สัปดาห์[165][166]
แม่แบบ:Val[167] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo

แม่แบบ:Anchor

การทดลองทางคลินิกในมนุษย์

วัคซีนแคนดิเดตป้องกันโรคโควิด-19 ที่กำลังทดลองในระยะ 1-3[4][168][78]
วัคซีนแคนดิเดต
ผู้พัฒนา/ผู้ให้ทุน
ประเทศกำเนิด เทคโนโลยี ระยะทดลองปัจจุบัน (จำนวน)
รูปแบบการทดลอง
ระยะทดลองที่เสร็จแล้วแม่แบบ:Efn (จำนวน)
การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน/ผลไม่พึงประสงค์
รอการอนุมัติ
Novavax COVID-19 vaccine (Covovax)[169][170]

โนวาแวกซ์, เซพี

สหรัฐ ซับยูนิต[171][172][173]/อนุภาคคล้ายไวรัส[174][175] (อนุภาคนาโนของหน่วยย่อยโปรตีนหนามลูกผสมของไวรัสโควิด-19 บวกกับตัวเสริม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo

การตอบสนองของสารภูมิต้านทานแบบกำจัดฤทธิ์และ IgG เมื่อใช้ตัวเสริมและหลังจากฉีดยาเพิ่ม ผลไม่พึงประสงค์ - อาการเกิดในระยะสั้นและเบา คือเจ็บที่จุดฉีด ปวดหัว ล้า และปวดกล้ามเนื้อ[176]

แม่แบบ:Collapsible list
Sanofi-GSK COVID-19 vaccine (VAT00008, Vidprevtyn)
Sanofi Pasteur แม่แบบ:Efn-la, แกล็กโซสมิธไคลน์ (GSK)
ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ซับยูนิต (โปรตีน S ลูกผสมของ SARS-CoV-2 ที่เติมตัวเสริม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CureVac COVID-19 vaccine (CVnCoV)[177]

CureVac, เซพี

เยอรมนี วัคซีนอาร์เอ็นเอแบบไม่ดัดแปลง[178] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CoVLP[179][180]

Medicago, แกล็กโซสมิธไคลน์

แคนาดา สหราชอาณาจักร อนุภาคคล้ายไวรัสที่มีอาร์เอ็นเอลูกผสมที่ทำในพืชแม่แบบ:Efn และใช้ตัวเสริม AS03 จากแกล็กโซสมิธไคลน์ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Valneva COVID-19 vaccine แม่แบบ:Small[181][182]

Valneva

ฝรั่งเศส ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Nanocovax[183]

Nanogen Pharmaceutical Biotechnology JSC

เวียตนาม วัคซีนซับยูนิตเป็นโปรตีนหนามของ Sars-Cov-2 ลูกผสมแม่แบบ:Efnโดยเพิ่มตัวเสริมเป็นอลูมินัม[184][185] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
UB-612

United Biomedical,Inc, Vaxxinity, Diagnosticos da America

บราซิล สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต (Multitope peptide based S1-RBD-protein based vaccine) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
TURKOVAC

สถาบันสุขภาพตุรกี

ตุรกี ไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
West China Hospital COVID-19 vaccine

Jiangsu Province Centers for Disease Control and Prevention, West China Hospital (WestVac Biopharma), Sichuan University

จีน วัคซีนซับยูนิต (เป็นโปรตีนลูกผสมที่เพาะใน Sf9 cell) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
SCB-2019[186][187]

Clover Biopharmaceuticals[188][189], Dynavax Technologies[190], เซพี

จีน วัคซีนซับยูนิตเป็นโปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 (spike protein trimeric subunit) โดยเติมตัวเสริมคือ CpG 1018 และอลูมิเนียม แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Walvax COVID-19 vaccine (ARCoV)[191]

PLA Academy of Military Science, Walvax Biotech[192], Suzhou Abogen Biosciences

จีน วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COVAX-19 (SpikoGen)[193]

Vaxine Pty Ltd[194], Cinnagen[195]

ออสเตรเลีย อิหร่าน วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนลูกผสมแม่แบบ:Efn) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
GRAd-COV2[196][197]

ReiThera, Lazzaro Spallanzani National Institute for Infectious Diseases

อิตาลี วัคซีนอะดีโนไวรัสของชิมแปนซีที่ดัดแปลง (มีรหัสว่า GRAd) เพื่อเป็นเวกเตอร์ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo


แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
GBP510

SK Bioscience Co. Ltd., แกล็กโซสมิธไคลน์

เกาหลีใต้ วัคซีนซับยูนิต (เป็นอนุภาคนาโนโปรตีนลูกผสมและเติมตัวเสริม AS03) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Bio E COVID-19 (Corbevax)[198][199][200]
Biological E. Limited, Baylor College of Medicine,[201]

เซพี

อินเดีย สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต (ประกอบด้วยแอนติเจนชนิดหนึ่ง) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Inovio COVID-19 Vaccine (INO-4800)[202][203]

Inovio Pharmaceuticals, เซพี, สถาบันสุขภาพแห่งชาติเกาหลี, International Vaccine Institute

เกาหลีใต้ สหรัฐ ว้คซีนดีเอ็นเอ (พลาสมิดของดีเอ็นเอส่งด้วยวิธี electroporationแม่แบบ:Efn) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
AG0302-COVID‑19[204][205]
AnGes Inc.,[206]

Japan Agency for Medical Research and Development

ญี่ปุ่น วัคซีนดีเอ็นเอ (พลาสมิด) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
202-CoV

Shanghai Zerun Biotechnology Co., Walvax Biotech

จีน วัคซีนซับยูนิตเป็นโปนตีนหนาม (CHO cell) บวกกับตัวเสริม CpG และอลูมิเนียม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
V-01

Livzon Mabpharm, Inc.

จีน วัคซีนซับยูนิตเป็นโปรตีน fusion ลูกผสมของไวรัสโควิด-19 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
DelNS1-2019-nCoV-RBD-OPT (DelNS1-nCoV-RBD LAIV)

Beijing Wantai Biological Pharmacy, University of Hong Kong

จีน ฮ่องกง วัคซีนเวกเตอร์ไวรัสที่ขยายพันธุ์ได้โดยรวมยีน RBD ของไวรัสโควิด-19 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Brilife (IIBR-100)[207]

สถาบันวิจัยชีวภาพอิสราเอล

อิสราเอล วัคซีนมีเวกเตอร์ไวรัสเป็น vesicular stomatitis virus (ลูกผสม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo


แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Razi Cov Pars

Razi Vaccine and Serum Research Institute

อิหร่าน วัคซีนซับยูนิตเป็นโปรตีนหนามลูกผสมของไวรัสโควิด-19 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
FAKHRAVAC (MIVAC)

Organization of Defensive Innovation and Research

อิหร่าน วัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

Ihsan Gursel, Scientific and Technological Research Council of Turkey

ตุรกี อนุภาคคล้ายไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COH04S1

City of Hope Medical Center

สหรัฐ วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

มหาวิทยาลัยชิงหฺวา, Tianjin Medical University[208], Walvax Biotech

จีน วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ABNCoV2

Bavarian Nordic[209] มหาวิทยาลัยรัดเบาด์ไนเมเคิน

เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ อนุภาคคล้ายไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ARCT-154 (VBC-COV19-154 ในเวียดนาม)[210] [211] [212]

Arcturus Therapeutics, Vinbiocare

สหรัฐ เวียดนาม วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
SCB-2020S

Clover Biopharmaceuticals[213]

จีน วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
NDV-HXP-S (ButanVac, COVIVAC, HXP-GPOVac, Patria)

Icahn School of Medicine at Mount Sinai, Institute of Vaccines and Medical Biologicals[214], Butantan Institute, Laboratorio Avimex, National Council of Science and Technology, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน

บราซิล เม็กซิโก ไทย สหรัฐ เวียดนาม ใช้ไวรัส Newcastle disease virus (NDV) เป็นเวกเตอร์ (ที่แสดงออกโปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 ทั้งแบบมีตัวเสริม CpG 1018 และไม่มี) / หรือวัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

National Vaccine and Serum Institute, Lanzhou Institute of Biological Products Co., Ltd., Beijing Zhong Sheng Heng Yi Pharmaceutical Technology Co., Ltd., Zhengzhou University

จีน วัคซีนซับยูนิต (เป็นโปรตีนลูกผสมเพาะด้วย CHO Cell) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ARCT-021[215][216]

Arcturus Therapeutics, Duke-NUS Medical School

สหรัฐ สิงคโปร์ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
VBI-2902[217]

Variation Biotechnologies

สหรัฐ อนุภาคคล้ายไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ICC Vaccine[218]

Novavax

สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Sanofi-Translate Bio COVID-19 vaccine (MRT5500)[219]

Sanofi Pasteur, Translate Bio

ฝรั่งเศส สหรัฐ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
EuCorVac-19[220]

EuBiologics Co

เกาหลีใต้ วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนหนามลูกผสมของไวรัสโควิด-19 บวกกับตัวเสริม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
RBD SARS-CoV-2 HBsAg VLP

SpyBiotech

สหราชอาณาจักร อนุภาคคล้ายไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
GX-19 (GX-19N)[221][222][223]

Genexine consortium[224][225], International Vaccine Institute

เกาหลีใต้ วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
AV-COVID-19

AIVITA Biomedical, กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย

สหรัฐ อินโดนีเซีย Dendritic cell vaccine (dendritic cell ของคนไข้เองที่ได้นำออกมาใส่โปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 โดยใส่เพิ่ม แม่แบบ:Abbr หรือไม่ใส่) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COVID-eVax

Takis Biotech

อิตาลี วัคซีนดีเอ็นเอ (injection followed by electroporation) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
BBV154[226]

Bharat Biotech[227]

อินเดีย วัคซีนที่มีอะดีโนไวรัสเป็นเวกเตอร์ (พ่นจมูก) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ChulaCov19

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไทย วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COVID-19/aAPC[228]

Shenzhen Genoimmune Medical Institute[229]

จีน วัคซีนมีเล็นทิไวรัสเป็นเวกเตอร์แม่แบบ:Efn (with minigene modifying aAPCs) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
LV-SMENP-DC[230]

Shenzhen Genoimmune Medical Institute[229]

จีน วัคซีนมีเล็นทิไวรัสเป็นเวกเตอร์แม่แบบ:Efn (with minigene modifying DCs) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ImmunityBio COVID-19 vaccine (hAd5)

ImmunityBio

สหรัฐ วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
HGC019[231]

Gennova Biopharmaceuticals, HDT Biotech Corporation[232]

อินเดีย สหรัฐ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
PTX-COVID19-B[233]

Providence Therapeutics

แคนาดา วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COVAC-2[234]

Vaccine and Infectious Disease Organization (University of Saskatchewan)

แคนาดา วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 บวกกับตัวเสริม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COVI-VAC (CDX-005)[235]

Codagenix Inc.

สหรัฐ วัคซีนเชื้อลดฤทธิ์ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CoV2 SAM (LNP)

แกล็กโซสมิธไคลน์

สหราชอาณาจักร วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
COVIGEN[236]

Bionet Asia, Technovalia, มหาวิทยาลัยซิดนีย์

ออสเตรเลีย ไทย วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
MV-014-212[237]

Meissa Vaccine Inc.

สหรัฐ วัคซีนเชื้อลดฤทธิ์ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
S-268019

Shionogi

ญี่ปุ่น วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
KBP-201

Kentucky Bioprocessing

สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
AdCLD-CoV19

Cellid Co

เกาหลีใต้ วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
AdimrSC-2f

Adimmune Corporation

ไต้หวัน วัคซีนซับยูนิต (Recombinant RBD +/− Aluminium) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
AKS-452

University Medical Center Groningen

เนเธอร์แลนด์ วัคซีนเป็นเวกเตอร์ซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
GLS-5310

GeneOne Life Science Inc.

เกาหลีใต้ วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Covigenix VAX-001

Entos Pharmaceuticals Inc.

แคนาดา วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
NBP2001

SK Bioscience Co. Ltd.

เกาหลีใต้ วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนลูกผสมบวกกับตัวเสริมประเภทอลูมิเนียม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CoVac-1

University of Tübingen

เยอรมนี วัคซีนซับยูนิต (เพปไทด์) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
bacTRL-Spike

Symvivo

แคนาดา วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CORVax12

Providence Health & Services

สหรัฐ วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ChAdV68-S (SAM-LNP-S)

สถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ, Gritstone Oncology

สหรัฐ วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
VXA-CoV2-1 (VXA-NVV-104)

Vaxart

สหรัฐ วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
SpFN COVID-19 vaccine

United States Army Medical Research and Development Command

สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
MVA-SARS-2-S (MVA-SARS-2-ST)

University Medical Center Hamburg-Eppendorf

เยอรมนี วัคซีนเวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ReCOV

Jiangsu Rec-Biotechnology Co Ltd

จีน วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนลูกผสมรวมโปรตีนหนามและ RBD เพาะใน CHO cell) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Koçak-19 Inaktif Adjuvanlı COVID-19 vaccine

Kocak Farma

ตุรกี วัคซีนซึ่งใช้ไวรัสโควิด-19 ที่ฆ่าแล้ว แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
mRNA-1283

โมเดอร์นา

สหรัฐ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
DS-5670[238]

Daiichi Sankyo[239]

ญี่ปุ่น วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CoV2-OGEN1

Syneos Health, US Specialty Formulations

สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
KD-414

KM Biologics Co

ญี่ปุ่น วัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CoVepiT

OSE Immunotherapeutics

ฝรั่งเศส วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
HDT-301

Senai Cimatec

บราซิล วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
SC-Ad6-1

Tetherex Pharmaceuticals

สหรัฐ เวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ตั้งชื่อ

Osman ERGANIS, Scientific and Technological Research Council of Turkey

ตุรกี วัคซีนไวรัสโควิด-19 เชื้อตาย แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
EXG-5003

Elixirgen Therapeutics, Fujita Health University

ญี่ปุ่น สหรัฐ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
mRNACOVID-19 Vaccine

Stemirna Therapeutics Co. Ltd.

จีน วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
IVX-411

Icosavax, Seqirus Inc.

สหรัฐ อนุภาคคล้ายไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
QazCoVac-P[240]

Research Institute for Biological Safety Problems

คาซัคสถาน วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
LNP-nCOV saRNA-02

MRC/UVRI & LSHTM Uganda Research Unit

ยูกันดา วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Noora[241]

Baqiyatallah University of Medical Sciences

อิหร่าน วัคซีนซับยูนิต (โปรตีน RBD ลูกผสม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Baiya SARS-CoV-2 Vax 1[242]

Baiya Phytopharm Co Ltd.

ไทย วัคซีนซับยูนิตที่เพาะในพืช (เป็นโปรตีน RBD-Fc บวกกับยาเสริม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CVXGA1

CyanVac LLC

สหรัฐ เวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ตั้งชื่อ

St. Petersburg Scientific Research Institute of Vaccines and Sera of Russia at the Federal Medical Biological Agency

รัสเซีย วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนลูกผสม) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
LVRNA009

Liverna Therapeutics Inc.

จีน วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
PHH-1V

Hipra[243]

สเปน วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Versamune-CoV-2FC

Farmacore Biotechnology, PDS Biotechnology Corporation, Faculty of Medicine of Ribeirão Preto

บราซิล สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ตั้งชื่อ

North's Academy of Medical Science Medical biology institute

เกาหลีหนือ วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนหนามบวกกับ Angiotensin-converting enzyme 2) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ตั้งชื่อ

ซิโนฟาร์ม

จีน วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Vabiotech COVID-19 vaccine

Vaccine and Biological Production Company No.1 (Vabiotech)

เวียดนาม วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
INO-4802

Inovio Pharmaceuticals

สหรัฐ วัคซีนดีเอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
Bangavax (Bancovid)[244][245]

Globe Biotech Ltd of Bangladesh

บังกลาเทศ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ตั้งชื่อ

Indian Immunologicals, Griffith University[246]

ออสเตรเลีย อินเดีย วัคซีนเชื้อลดฤทธิ์ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
EPV-CoV-19[247]

EpiVax

สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต (T cell epitope-based protein) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
CV2CoV[248]

CureVac, แกล็กโซสมิธไคลน์

เยอรมนี สหราชอาณาจักร วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
DYAI-100[249]

Sorrento Therapeutics, Dyadic International, Inc.[250]

สหรัฐ วัคซีนซับยูนิต แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ยังไม่ตั้งชื่อ[251]

กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย, Malaysia Institute of Medical Research Malaysia, Universiti Putra Malaysia

มาเลเซีย วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
ARCT-165

Arcturus Therapeutics

สหรัฐ วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
AdCOVID

Altimmune Inc.

สหรัฐ เวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
LNP-nCoVsaRNA[252]

หน่วย Medical Research Council Clinical Trials Unit ที่อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน

สหราชอาณาจักร วัคซีนอาร์เอ็นเอ แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
TMV-083

Institut Pasteur

ฝรั่งเศส เวกเตอร์ไวรัส แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list
SARS-CoV-2 Sclamp/V451[253][254]

มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, Syneos Health, เซพี, Seqirus (ส่วนของ CSL Limited)

วัคซีนซับยูนิต (โปรตีนหนามทำให้เสถียรด้วย molecular clamp บวกกับตัวเสริม MF59) แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list


V590[255] และ V591/MV-SARS-CoV-2[256]

เมอร์ค (Themis BIOscience), สถาบันปาสเตอร์, University of Pittsburgh's Center for Vaccine Research (CVR), เซพี

สหรัฐ ฝรั่งเศส วัคซีนที่ใช้ไวรัส Vesicular stomatitis เป็นเวกเตอร์[257] หรือ Measles morbillivirus เป็นเวกเตอร์[258] แม่แบบ:ClinicalStudyInfo แม่แบบ:Collapsible list

แม่แบบ:Notelist-la แม่แบบ:Anchor

การฉีดวัคซีนบูสต์ชนิดเดียวกัน

ในเดือนกรกฎาคม 2021 องค์การอาหารและยาสหรัฐ (แม่แบบ:Abbr) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (แม่แบบ:Abbr) ได้ร่วมกันแถลงการณ์ว่า การฉีดวัคซีนบูสต์ยังไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนตามสูตรแล้ว[259] โดยระบุด้วยว่า องค์กรต่าง ๆ ของรัฐรวมทั้ง FDA, CDC, และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐมุ่งมั่นใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดเพื่อพิจารณาว่า เมื่อไรจึงต้องฉีดวัคซีนบูสต์[259] ต่อมาในเดือนสิงหาคม FDA และ CDC จึงได้อนุมัติให้ฉีดวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอเป็นตัวบูสต์สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง[260][261] แม่แบบ:Anchor

การฉีดวัคซีนบูสต์ต่างชนิด

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า การฉีดวัคซีนสองโดสต่างชนิดกัน (prime-boost vaccination) จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันเทียบกับการฉีดวัคซีนสองโดสเหมือนกัน โดยมีงานศึกษาที่กำลังตรวจสอบผลเช่นนี้อยู่[262] แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนไขว้เช่นนี้ แคนาดาและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต่างก็แนะนำให้ฉีดวัคซีนโดสที่สองต่างชนิดกันสำหรับบุคคลที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นโดสที่หนึ่ง[263]

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 กลุ่มวิจัยวัคซีนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้เริ่มการทดลองซึ่งตรวจสอบการได้วัคซีนโควิด-19 สองโดสโดยต่างชนิด[264] ณ เดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ก็ได้ดำเนินไปถึงการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 แล้วโดยมีงานสองงาน คือ Com-COV และ Com-COV2[265]

งานทดลอง Com-COV เปรียบการฉีดวัคซีนไขว้คือ วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ากับของไฟเซอร์-ไบออนเทค เทียบกับการฉีดวัคซีนสองชนิดสองเข็มประเภทเดียวกัน โดยมีระยะห่าง 28 วัน (4 สัปดาห์) หรือ 84 วัน (12 สัปดาห์) ระหว่างโดส[266][267] แม่แบบ:Unreliable medical source ส่วนงานทดลอง Com-COV2 ฉีดวัคซีนโดสแรกซึ่งไม่เป็นของแอสตร้าเซนเนก้าก็เป็นของไฟเซอร์ ส่วนโดสที่สองเป็นของโมเดอร์นา หรือของโนวาแวกซ์ หรือเป็นวัคซีนชนิดเดียวกันกับโดสแรก โดยฉีดห่างกัน 56 วัน (8 สัปดาห์) หรือ 84 วัน (12 สัปดาห์)[268]

งานศึกษาอีกงานหนึ่งในสหราชอาณาจักรกำลังตรวจการฉีดบูสต์ซึ่งเลือกวัคซีนโดยสุ่ม วัคซีนอาจเป็นของแอสตร้าเซนเนก้า, ของไฟเซอร์, ของโมเดอร์นา, ของโนวาแวกซ์, VLA2001, CureVac, หรือของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน[269]

การฉีดวัคซีนไขว้ที่กำลังทดลองทางคลินิก
โดสแรก โดสสอง ตารางการฉีด ระยะการทดลอง (จำนวนอาสาสมัคร), ช่วงเวลา และเขตที่ทำ
แม่แบบ:Br list แม่แบบ:Br list แม่แบบ:Br list แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
สปุตนิกไลท์ แม่แบบ:Br list แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
แม่แบบ:Br list แม่แบบ:Br list วันที่ 0 และ 56-84 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
Convidecia ZF2001 แม่แบบ:Br list แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ วันที่ 0 และ 28 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
แม่แบบ:Br list แม่แบบ:Br list แม่แบบ:Br list แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
แม่แบบ:Br list แม่แบบ:Br list วันที่ 0 และ 42 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ แม่แบบ:Br list แม่แบบ:ClinicalStudyInfo
จอห์นสัน แม่แบบ:Br list วันที่ 0 และ 84 แม่แบบ:ClinicalStudyInfo

งานวิจัยพรีคลินิก

ในเดือนเมษายน องค์การอนามัยโลกแถลงการณ์โดยเป็นตัวแทนของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มต่างแม่แบบ:Nbspๆ ทั่วโลกว่าจะร่วมมือกันเพื่อเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด[270] โดยชักชวนองค์กรต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งองค์กรที่กำลังพัฒนาวัคซีนแคนดิเดต องค์กรควบคุมและตั้งนโยบายของรัฐ ผู้ให้เงินทุน องค์กรสาธารณสุข และรัฐบาล ให้ร่วมมือกันเพื่อให้สามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิผลได้โดยมีปริมาณเพียงพอในการแจกจำหน่ายให้แก่เขตต่างแม่แบบ:Nbspๆ ทั้งหมดของโลกโดยเฉพาะเขตที่ยากจน[30]

เมื่อวิเคราะห์ประวัติของอุตสาหกรรมพัฒนาวัคซีนก็พบว่า การพัฒนาจะล้มเหลวในอัตราร้อยละ 84–90[30][88] อนึ่ง เพราะโควิดเป็นไวรัสใหม่ มีลักษณะต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่ยังไม่ชัดเจนทั้งหมด และต้องใช้กลยุทธ์และเทคโนโลยีใหม่แม่แบบ:Nbspๆ เพื่อพัฒนาวัคซีน ทุกแม่แบบ:Nbspๆ ขั้นตอนจึงเสี่ยงไม่สำเร็จสูงมาก[30]

เพื่อประเมินประสิทธิผลที่วัคซีนหนึ่งแม่แบบ:Nbspๆ อาจมี ก็จะต้องพัฒนาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์และสัตว์จำลองซึ่งเฉพาะเจาะจงต่อโควิดที่ไม่เคยมีมาก่อน และสิ่งจำลองเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถทดสอบยืนยันกับลักษณะต่างแม่แบบ:Nbspๆ ของไวรัสที่ยังไม่ปรากฏ เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันทำโดยกำลังจัดตั้งในปี 2020[30] ในบรรดาวัคซีนแคนดิเดตที่ยืนยันแล้วว่ากำลังพัฒนา บริษัทเอกชนเป็นผู้พัฒนาในอัตราร้อยละ 70 ที่เหลือนักวิชาการ รัฐบาล และองค์กรสาธารณสุขเป็นผู้พัฒนา[37]

ผู้พัฒนาวัคซีนโดยมากเป็นบริษัทเล็กแม่แบบ:Nbspๆ หรือทีมนักวิจัยในมหาวิทยาลัยผู้มีประสบการณ์น้อยในการออกแบบวัคซีนให้ประสบความสำเร็จ มีทุนจำกัดเพื่อทำงานทดลองทางคลินิกที่ซับซ้อนและเพื่อผลิตวัคซีนถ้าไม่ได้บริษัทเภสัชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเป็นหุ้นส่วน[37][30] ผู้กำลังพัฒนาวัคซีนรวมองค์กรในสหรัฐและแคนาดาซึ่งทั้งสองรวมกันมีงานวิจัยวัคซีนที่กำลังดำเนินการเป็นอัตราร้อยละ 46 ทั้งหมดของโลก เทียบกับเอเชียที่ร้อยละ 36 รวมทั้งประเทศจีน และกับยุโรปที่ร้อยละ 18[30]

การทดลองระยะ 1 ที่วางแผนในปีแม่แบบ:Nbsp2020

วัคซีนแคนดิเดตที่กำลังออกแบบหรือพัฒนาในระยะพรีคลินิกสำหรับโควิดอาจไม่ได้รับอนุมัติให้ศึกษาในมนุษย์ช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020 เพราะเป็นพิษ ไม่มีประสิทธิผลชักนำให้ภูมิคุ้มกันตอบสนอง หรือล้มเหลวในด้านต่างแม่แบบ:Nbspๆ ในสัตว์ทดลอง หรืออาจไม่มีทุนพอ[271][272] สำหรับโรคติดเชื้อ โอกาสประสบความสำเร็จของวัคซีนแคนดิเดตในการฝ่าอุปสรรคระยะพรีคลินิกแล้วเข้าสู่การทดลองในมนุษย์ระยะที่แม่แบบ:Nbsp1 อยู่ในอัตราร้อยละ 41–57[271]

ค่าใช้จ่ายของการทดลองเบื้องต้นในมนุษย์ค่อนข้างสูงสำหรับผู้พัฒนาวัคซีน ประเมินอยู่ที่ 14–25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 440–786 ล้านบาท) สำหรับโปรแกรมการทดลองระยะที่ 1 ทั่วไป แต่ก็อาจถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) ได้เหมือนกัน[271][273] เมื่อเปรียบเทียบกับ|โรคไวรัสอีโบลาที่ระบาดทั่วระหว่างปี 2013–2016 ซึ่งมีวัคซีนแคนดิเดต 37 ชนิดที่พัฒนาอย่างเร่งด่วน มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เป็นวัคซีน โดยมีค่าใช้จ่ายเพื่อยืนยันประสิทธิผลในการทดลองระยะที่ 2–3 ประมาณพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (35,292 ล้านบาท)[271]

แม่แบบ:Anchor

วัคซีนที่ไม่เฉพาะเจาะจงโรคโควิด

วัคซีนบางชนิดมีผลที่ไม่เฉพาะเจาะจง (non-specific effects) คืออาจมีประโยชน์เกินนอกเหนือจากโรคที่ป้องกัน[274]

แม้อ้างว่า (มี.ค., มิ.ย. และ ก.ค.) อัตราการตายเหตุโควิดจะต่ำกว่าในประเทศที่ฉีดวัคซีนบีซีจีเพื่อป้องกันวัณโรคเป็นปกติ[275][276][277][278] แต่องค์การอนามัยโลกก็กล่าวในเดือนเมษายนว่า ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนนี้มีผลต้านโควิด[279] ในเดือนมีนาคม 2020 ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้เริ่มการทดลองวัคซีนบีซีจีแบบสุ่มเพื่อลดการติดโรคโควิดโดยรับแพทย์พยาบาล 1,000 คน[280] ออสเตรเลียก็ทดลองแบบสุ่มเช่นกันโดยรับแพทย์พยาบาล 4,170 คน[281][282]

การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมโดยยาหลอกเพื่อตรวจว่าวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (ป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) สามารถป้องกันแพทย์พยาบาลจากโรคโควิดจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2020 ที่กรุงไคโรโดยรับอาสาสมัคร 200 คน[283]

วัคซีนบีซีจี

นักวิจัยได้ศึกษาวัคซีนบีซีจีอันอาจมีผลที่ไม่เฉพาะเจาะจง (non-specific effects) เป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากสังเกตการณ์ว่าอัตราตายและความรุนแรงของโรคจะน้อยกว่าในประเทศกำลังพัฒนา (ที่มักใช้วัคซีนนี้) แต่องค์การอนามัยโลกก็เตือนว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจมีผลต่อข้อสังเกตเช่นนี้เช่น อัตราการตรวจโรคโควิดและภาระโรค (disease burden)[284] ในการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม วัคซีนนี้พบว่ามีผลไม่เฉพาะเจาะจงเป็นการป้องกันการติดเชื้อทางลมหายใจอื่นแม่แบบ:Nbsp[285]

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานพอสนับสนุนข้อสรุปว่า วัคซีนบีซีจีมีประสิทธิภาพป้องกันโควิด[286] ในเดือนตุลาคม มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (อังกฤษ) ประกาศการทดลองนานาชาติขนาดใหญ่เพื่อศึกษาว่า การให้วัคซีนบีซีจีสามารถลดอันตรายของโควิดต่อบุคลากรทางแพทย์หรือไม่[287][288] ซึ่งเนเธอร์แลนด์ก็ประกาศเช่นเดียวกันในเดือนพฤษภาคมก่อนหน้านั้น[285]

แม่แบบ:Anchor

การใช้ตัวเสริม (adjuvant)

จนถึงเดือนกันยายน 2020 วัคซีนแคนดิเดต 11แม่แบบ:Nbspอย่างที่อยู่ในระยะการทดลองทางคลินิกใช้ตัวเสริมเพื่อเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน[37] ตัวเสริม หรือ immunological adjuvant เป็นสารที่เลือกใช้กับวัคซีนเพื่อเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจน เช่นต่อไวรัสโควิดหรือไข้หวัดใหญ่[289] ตรงแม่แบบ:Nbspๆ ก็คือ ตัวเสริมอาจใช้กับวัคซีนโควิดเพื่อเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและเพิ่มประสิทธิศักย์ในการลดหรือป้องกันการติดเชื้อโควิดในบุคคลที่ได้วัคซีน[289][290] ตัวเสริมอาจมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในเทคโนโลยีที่ใช้ไวรัสโควิดเชื้อตาย (inactivated) ในวัคซีนโปรตีนที่ได้จากยีนลูกผสม (recombinant protein) หรือในวัคซีนที่ใช้เวกเตอร์ (vector)[290] เกลืออะลูมิเนียม (aluminum salt, alum) เป็นตัวเสริมแรกที่ใช้ในวัคซีนซึ่งได้อนุมัติ โดยเลือกใส่ในวัคซีนที่ใช้ตัวเสริมเกินร้อยละ 80[290] และได้ใช้มาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1920 เป็นสารที่เริ่มกลไกทางโมเลกุลและเซลล์อย่างหลายหลากเพื่อเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการปล่อยไซโตไคน์ที่เสริมการอักเสบ[289][290]

แม่แบบ:Anchor

ประสิทธิศักย์

เส้นโค้งการติดไวรัสโควิด-19 ที่แสดงอาการแบบสะสม (cumulative incidence curve) หลังจากฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบออนเทค (โทซิแนเมแรน) โดสแรก เทียบกับที่ฉีดยาหลอก ในการทดลองทางคลินิกแบบอำพรางทั้งสองฝ่าย คือทั้งผู้ฉีดยาและผู้ตรวจสอบไม่รู้ว่าผู้ฉีดยาได้วัคซีนหรือยาหลอก (เส้นแดง) ยาหลอก (เส้นน้ำเงิน) โทซิแนเมแรน[291]

ประสิทธิศักย์ของวัคซีน (efficacy) หมายถึงสมรรถภาพของวัคซีนในการลดความเสี่ยงการติดโรคของผู้ได้รับวัคซีนในการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม โดยเทียบกับผู้ไม่ได้รับ[292] ประสิทธิศักย์ที่ ร้อยละ 0 หมายถึงวัคซีนไม่มีผลเลย (คือมีผลเท่ากับยาหลอก) และที่ร้อยละ 50 ก็หมายถึงการมีกรณีการติดโรคครึ่งหนึ่งเทียบกับผู้ไม่ได้วัคซีน

ประสิทธิศักย์อาจลดลงถ้าผู้ฉีดจับแขนหรือบีบแขนของผู้รับวัคซีนอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ฉีดวัคซีนเข้าใต้ผิวหนังแทนที่จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อ[293][294] แนวทางการปฏิบัติปัจจุบันของศูนย์ป้องกันโรคสหรัฐก็คือไม่ควรฉีดวัคซีนซ้ำหลังจากที่ได้ฉีดพลาดเข้าใต้ผิวหนัง[295]

เป็นการยากที่จะเทียบประสิทธิศักย์ของวัคซีนต่างชนิดกัน เพราะข้อมูลประสิทธิศักย์ของวัคซีนแต่ละชนิดได้จากการทำการทดลองกับกลุ่มประชากรที่ต่างกัน ในภูมิภาคที่ต่างกัน และกับ[[#variants|ไวรัสสายพันธุ์ต่างแม่แบบ:Nbspๆ]] กัน[296] สำหรับโควิด-19 ประสิทธิศักย์ที่ร้อยละ 67 อาจพอชลอให้โรคระบาดช้าลง แต่วัคซีนที่มีในปัจจุบันก็ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันแบบกำจัดเชื้อ (sterilizing immunity)[297] ซึ่งจำเป็นในการป้องกันไม่ให้โรคติดต่อ ประสิทธิศักย์ของวัคซีนจริงแม่แบบ:Nbspๆ สะท้อนเพียงการป้องกันโรค และอาจเป็นตัวบ่งชี้การติดต่อเชื้อที่ไม่ดีเพราะผู้ไม่มีอาการก็ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้มาก[298]

องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) และสำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA) มีเกณฑ์ประสิทธิศักย์ขั้นต่ำของวัคซีนโควิด-19 ที่ร้อยละ 50 สำหรับการขึ้นทะเบียนให้ใช้[299][300][301] ทั่วไปแล้ว การฉีดวัคซีนให้ประชากรร้อยละ 75 เป็นเป้าหมายที่เชื่อว่าปฏิบัติได้จริง ดังนั้น วัคซีนจึงต้องมีประสิทธิภาพอย่างน้อยร้อยละ 70 เพื่อไม่ให้โรคระบาด (ขึ้นอยู่กับค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐาน คือ R0) และร้อยละ 80 เพื่อกำจัดโรคโดยไม่ต้องควบใช้นโยบายอื่นแม่แบบ:Nbspๆ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม[302]

ประสิทธิศักย์ที่ไม่น้อยของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอบางอย่างหลังจากฉีดเพียงแค่โดสเดียวเป็นตัวบ่งว่า[303] การฉีดวัคซีนแต่ละโดสสัมพันธ์อย่างไม่เชิงเส้นกับประสิทธิศักย์ ซึ่งจริงแม่แบบ:Nbspๆ ก็ได้เห็นแล้วตั้งแต่การทดลองระยะที่ 1-2[304] และแสดงนัยว่า การให้วัคซีนในขนาดที่เฉพาะบุคคลแม่แบบ:Nbspๆ (เช่น ให้เต็มสูตรสำหรับคนชรา ให้น้อยลดสำหรับเยาวชน[305] และให้เพิ่มสำหรับผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง[306]) อาจช่วยเร่งการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนเมื่อวัคซีนมีจำกัด และช่วยย่นระยะเหตุการณ์ระบาด ดังที่จริงแม่แบบ:Nbspๆ แบบจำลองการระบาดได้แสดงให้เห็นแล้ว[307]

พิสัยต่างแม่แบบ:Nbspๆ ในตารางต่อไปนี้มีช่วงความเชื่อมั่น (แม่แบบ:Abbr) ที่ร้อยละ 95 ยกเว้นจะระบุเป็นพิเศษ โดยค่าเป็นจริงสำหรับคนทุกช่วงอายุตามแหล่งอ้างอิง โดยนิยามแล้ว ความแม่นยำของค่าประเมินที่ไม่มีช่วงความเชื่อมั่นจะยังไม่ชัดเจน ค่าประสิทธิศักย์ในการป้องกันโรคที่มีอาการรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญสุด เพราะการเข้า รพ. และความตายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ต้องป้องกันก่อนอื่น[308] วัคซีนที่ได้ขึ้นทะเบียนให้ใช้มีค่าประสิทธิศักย์ดังต่อไปนี้

วัคซีน ประสิทธิศักย์ตามความรุนแรงของโรค ที่ทำการทดลอง แหล่งอ้างอิง
น้อยหรือปานกลางแม่แบบ:Efn-lgอย่างเบาแม่แบบ:Nbsp รุนแรงแต่ไม่ถึงเข้า รพ. และไม่ถึงตายแม่แบบ:Efn-lg รุนแรงจนถึงเข้า รพ. หรือถึงตายแม่แบบ:Efn-lg
ออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg หลายประเทศ [309]
แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg สหรัฐ [310]
ไฟเซอร์-ไบออนเทค แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg หลายประเทศ [311]
แม่แบบ:Good แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a สหรัฐ [312]
จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg หลายประเทศ [313]
แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg สหรัฐ
แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg บราซิล
แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แอฟริกาใต้
โมเดอร์นา แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg สหรัฐ [314]
ซิโนฟาร์ม (BBIBP-CorV) แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg หลายประเทศ [315]
สปุตนิกวี แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg รัสเซีย [316]
ซิโนแวค แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good บราซิล [317][318][319]
แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg ตุรกี [319]
โคแว็กซิน แม่แบบ:Good colspan="2" แม่แบบ:Good อินเดีย [320][321]
สปุตนิกไลท์ แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a รัสเซีย [322]
Convidecia แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:N/a หลายประเทศ [141]
ซิโนฟาร์ม (WIBP-CorV) แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg หลายประเทศ [323]
Abdala แม่แบบ:Good แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a คิวบา [324]
Soberana 02 แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a คิวบา [325]
โนวาแวกซ์ แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg สหราชอาณาจักร [326][327][328]
แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lgแม่แบบ:Efn-lg แอฟริกาใต้
แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a สหรัฐ
แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a เม็กซิโก
CureVac แม่แบบ:No2 แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a หลายประเทศ [329]
ZyCoV-D แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lg แม่แบบ:N/a แม่แบบ:N/a อินเดีย [330]

แม่แบบ:Notelist-lg

แม่แบบ:Anchor

ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล (effectiveness)

งานศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในสถานการณ์จริงจะวัดว่า วัคซีนสามารถป้องกันเหตุการณ์ต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งการติดเชื้อ อาการแสดง การเข้า รพ. และการตายได้แค่ไหน โดยติดตามตรวจสอบกับกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ในเหตุการณ์จริงที่ปัจจัยต่างแม่แบบ:Nbspๆ ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวังทุกอย่าง[331]

  • ในอิสราเอลช่วง 20 ธันวาคม 2020 - 28 มกราคม 2021 ในบรรดาคน 715,425แม่แบบ:Nbspคนที่ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาหรือของไฟเซอร์-ไบออนเทค พบว่า เริ่มตั้งแต่วันที่แม่แบบ:Nbsp7 หลังจากได้โดสที่สอง มีเพียง 317แม่แบบ:Nbspคน (ร้อยละ 0.04) ที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 โดยมีอาการเบาจนถึงปานกลาง และมีเพียง 16แม่แบบ:Nbspคน (ร้อยละ 0.002) ที่ต้องเข้า รพ.[332]
  • ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ วัคซีนของโมเดอร์นาและของไฟเซอร์-ไบออนเทคมีผลป้องกันดีมากในสถานการณ์จริง คือ เมื่อได้วัคซีนครบ ประสิทธิภาพป้องกันโรคทั้งที่มีอาการและไม่มีอาการของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (≥14แม่แบบ:Nbspวันหลังจากโดสที่สอง) อยู่ที่ร้อยละ 90 ส่วนเมื่อได้วัคซีนเพียงโดสเดียว ประสิทธิภาพป้องกันโรค (≥14แม่แบบ:Nbspวันหลังจากโดสแรกแต่ก่อนได้โดสที่สอง) อยู่ที่ร้อยละ 80[333]
  • ในสหราชอาณาจักร มีบุคลากรทางแพทย์ 15,121แม่แบบ:Nbspคนใน รพ. 104แม่แบบ:Nbspแห่งผู้ตรวจไม่พบแอนติบอดีสำหรับโควิด-19 ก่อนงานศึกษานี้ ที่ได้ติดตามตรวจด้วย RT-PCR อาทิตย์ละสองครั้งระหว่าง 7 ธันวาคม 2020 - 5 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์อัลฟากำลังระบาด งานศึกษาเปรียบเทียบผู้ที่ได้วัคซีนกับผู้ที่ไม่ได้วัคซีน โดยร้อยละ 90.7 ได้วัคซีนและที่เหลือร้อยละ 9.3 ไม่ได้ แล้วพบว่า วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคลดการติดเชื้อทั้งหมด (รวมทั้งแบบไม่แสดงอาการ) แม่แบบ:Estimate 3 สัปดาห์หลังจากโดสแรกและ แม่แบบ:Estimate 1 สัปดาห์หลังจากโดสที่สอง[334]แม่แบบ:Update inline
  • ในอิสราเอล งานศึกษากับกลุ่มประชากรทั่วไปจาก 17 มกราคม - 6 มีนาคม 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่อัลฟาเป็นสายพันธุ์หลัก พบว่า วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคลดการติดเชื้อโควิด-19 แบบไม่แสดงอาการร้อยละ 94 และลดการติดเชื้อแบบแสดงอาการร้อยละ 97[335]
  • งานศึกษากับคนไข้ของมาโยคลินิกก่อนผ่าตัดในสหรัฐแสดงว่า วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการได้ร้อยละ 80[336]
  • งานศึกษาหนึ่งในสหราชอาณาจักรพบว่า วัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้าโดสหนึ่งมีผลป้องกันโรค แม่แบบ:Estimate สำหรับผู้มีอายุ 70แม่แบบ:Nbspปีและยิ่งกว่า[337]
วัคซีน ประสิทธิภาพตามความรุนแรงของโรค ภูมิภาค อ้างอิง
ไม่แสดงอาการ แสดงอาการ การเข้า รพ. การตาย
ออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Good colspan = "2" แม่แบบ:N/a อังกฤษ [338]
ไฟเซอร์-ไบออนเทค แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good อิสราเอล [339]
แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr อิสราเอล [340][335]
แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good อุรุกวัย [341]
colspan = "2" แม่แบบ:Good colspan = "2" แม่แบบ:N/a สหราชอาณาจักร [342]
colspan = "2" แม่แบบ:Good แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr สหรัฐ [333]
โมเดอร์นา colspan = "2" แม่แบบ:Good แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr สหรัฐ [333]
ซิโนฟาร์ม (BBIBP-CorV) colspan = "3" แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr อาร์เจนตินา [343]
colspan = "3" แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr เปรู [344]
สปุตนิกวี แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr colspan = "2" แม่แบบ:N/a รัสเซีย [345][346]
แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ [347]
ซิโนแวค แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good ชิลี [348]
แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good แม่แบบ:Good อุรุกวัย [341]
แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr อินโดนีเซีย [349][350]
แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lr บราซิล [351][352]
สปุตนิกไลท์ แม่แบบ:N/a แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr แม่แบบ:Estimateแม่แบบ:Efn-lrแม่แบบ:Efn-lr อาร์เจนตินา [353][354]

แม่แบบ:Notelist-lr

อัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมวิกฤติ

แม้เป้าหมายแรกสุดในเหตุการณ์โรคระบาดทั่วก็คือป้องกันคนไม่ไให้ติดโรค แต่เป้าหมายระยะยาวปกติก็คือเพื่อกำจัดโรคในที่สุด แต่จะทำอย่างนี้ได้ สัดส่วนประชากรที่มีภูมิคุ้มกันจะต้องยิ่งกว่าอัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมวิกฤติ คือ Vc ซึ่งสามารถคำนวณได้จากค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐาน คือ R0 และประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดต่อโรค คือ E ดังนี้คือ[355]

Vc=11/R0E

สำหรับเชื้อโควิด-19 ถ้าสมมุติว่า R0 ≈ 2.87[356] อัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมวิกฤติก็จะต้องยิ่งกว่าร้อยละ 72.4 สำหรับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพป้องกันการติดต่อโรคได้ร้อยละ 90 เมื่อใช้สมการเดียวกัน ประสิทธิภาพป้องกันการติดต่อโรคที่จำเป็นของวัคซีนสามารถคำนวณได้โดยสมการ

E=11/R0Vc

ถ้าสมมุติเช่นกันว่า R0 ≈ 2.87 และสมมุติว่า จริงแม่แบบ:Nbspๆ คงจะฉีดวัคซีนให้ประชากรได้ประมาณร้อยละ 75 วัคซีนก็จะต้องมีประสิทธิภาพป้องกันการติดต่อโรคได้ยิ่งกว่าร้อยละ 86.9[302] แต่ถ้าสมมุติอัตราการฉีดวัคซีนที่จริงแม่แบบ:Nbspๆ ทำไม่ได้ว่าเต็มร้อย วัคซีนก็จะต้องมีประสิทธิภาพป้องกันการติดต่อโรคได้ยิ่งกว่าร้อยละ 65.2 และที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่านี้ก็จะไม่สามารถกำจัดโรคได้

จนถึงเดือนมิถุนายน 2021 งานศึกษาหลังวางตลาด (post-marketing) หลายงานได้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ แม้การป้องกันการติดเชื้อจะมีผลชะลอการติดต่อโรค (โดยเฉพาะแบบไม่แสดงอาการ) แต่ก็ยังต้องตรวจสอบผลระงับการติดต่อโรคที่ได้แน่นอนต่อไป[357]

ไวรัสโควิด-19 บางสายพันธุ์ติดต่อได้ง่ายกว่า คือมีค่าระดับการติดเชื้อยังผล (effective reproduction number) ที่สูงกว่า ซึ่งระบุว่ามีค่าระดับการติดเชื้อพื้นฐานที่สูงกว่า ดังนั้น การควบคุมโรคจึงต้องอาศัยอัตราการฉีดวัคซีนครอบคลุมที่สูงกว่า หรือวัคซีนต้องมีประสิทธิภาพป้องกันการติดต่อได้สูงกว่า หรืออาจจะต้องได้ปัจจัยทั้งสองอย่าง

ในเดือนกรกฎาคม 2021 ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่า การได้ภูมิคุ้มกันหมู่ในปัจจุบันอาจเป็นไปไม่ได้เพราะว่าสายพันธุ์เดลตายังสามารถติดต่อได้แม้ในบุคคลที่ฉีดวัคซีนแล้ว[358] ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐมีข้อมูลที่ระบุว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วสามารถแพร่เชื้อสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าไม่เกิดกับสายพันธุ์โควิด-19 อื่นแม่แบบ:Nbsp[359]

แม่แบบ:Anchor

สายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม ไฟล์:WHO EN 3 Working Together 03Mar2021.webm ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไวรัสโควิด-19 กับมนุษย์ตอนแรกเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเพราะการฉีดวัคซีน[360] โอกาสการเกิดสายพันธุ์โควิดที่ดื้อต่อแอนติบอดีที่วัคซีนรุ่นปัจจุบันกระตุ้นให้เกิด อาจทำให้ต้องปรับปรุงวัคซีน[361] การทดลองต่างแม่แบบ:Nbspๆ ได้ระบุว่า วัคซีนที่พัฒนาเพื่อต่อต้านสายพันธุ์ดั้งเดิมมีประสิทธิศักย์ต่อต้านการติดเชื้อแบบแสดงอาการที่ลดลงสำหรับสายพันธุ์บางสายพันธุ์[362]

อัลฟา (B.1.1.7)

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม ในเดือนธันวาคม สายพันธุ์ใหม่ของไวรัสโควิด-19 คือสายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) ได้พบเป็นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร[363]

องค์การอนามัยโลกระบุว่ามีหลักฐานจำกัดที่แสดงว่าวัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า ของไฟเซอร์-ไบออนเทค และโนวาแวกซ์ยังคงประสิทธิผล/ประสิทธิภาพต่อต้านสายพันธุ์อัลฟาอยู่ ส่วนวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล ในเรื่องการคงระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ซึ่งป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการและสำคัญในการยุติเหตุการณ์ระบาดทั่ว วัคซีนที่ใช้มากที่สุดรวมทั้งสปุตนิกวี วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค ของโมเดอร์นา ของซิโนแวค ของซิโนฟาร์ม และโคแว็กซิน ก็ปรากฏว่าคงระดับแอนติบอดีสำหรับสายอัลฟาด้วย สำหรับวัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า ระดับแอนติบอดีลดลงเล็กน้อยจนถึงปานกลาง ส่วนวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล[364]

ผลเบื้องต้นแสดงว่า วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคและโมเดอร์นาสามารถป้องกันสายพันธุ์นี้[365][366]

งานศึกษาหนึ่งระบุว่า วัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิศักย์ระหว่าง 42-89 ต่อต้านสายพันธุ์นี้ เทียบกับร้อยละ 71-91 สำหรับสายพันธุ์อื่น[367]

ผลเบื้องต้นจากการทดลองทางคลินิกระบุว่า วัคซีนโนวาแวกซ์มีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 96 สำหรับการติดเชื้อที่แสดงอาการสำหรับสายพันธุ์ดั้งเดิม และประมาณร้อยละ 86 สำหรับสายพันธุ์อัลฟา[368]

เบตา (B.1.351)

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีหลักฐานจำกัดจากงานศึกษาเบื้องต้นหลายงานที่แสดงว่าวัคซีนต่างแม่แบบ:Nbspๆ มีประสิทธิศักย์/ประสิทธิภาพต่อต้านสายพันธุ์เบตาลดลงในระดับต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งวัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า (อาจจะมาก) โนวาแวกซ์ (ปานกลาง) วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคและจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (น้อย) โดยยังไม่มีข้อมูลสำหรับวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ในเรื่องการคงระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ซึ่งป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการและสำคัญในการยุติเหตุการณ์ระบาดทั่ว วัคซีนที่ใช้มากที่สุดรวมทั้งวัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า สปุตนิกวี จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ไฟเซอร์-ไบออนเทค โมเดอร์นา และโนวาแวกซ์ล้วนมีแอนติบอดีลดลงในระดับน้อยจนถึงมาก ยกเว้นซิโนแวคและซิโนฟาร์มที่มีแอนติบอดีลดลงน้อย โดยวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล[364]

โมเดอร์นาได้เริ่มทำการทดลองวัคซีนรุ่นใหม่เพื่อจัดการสายพันธุ์เบตา (B.1.351) แล้ว[369] ในวันที่แม่แบบ:Nbsp17 กุมภาพันธ์ 2021 บริษัทไฟเซอร์ประกาศว่า สำหรับสายพันธุ์นี้ อานุภาพทำลายฤทธิ์ไวรัสของแอนติบอดีที่เนื่องกับวัคซีนลดลงถึง 2/3 โดยระบุด้วยว่ายังไม่สามารถกำหนดประสิทธิศักย์ของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ[370] งานศึกษาหลายงานต่อมาได้ตรวจน้ำเหลืองของคนไข้ที่ได้ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาและของไฟเซอร์-ไบออนเทคแล้วยืนยันว่า อานุภาพทำลายฤทธิ์ไวรัสของแอนติบอดีที่เนื่องกับวัคซีนลดลงจริงแม่แบบ:Nbsp[366][371] แต่ในวันที่แม่แบบ:Nbsp1 เมษายน 2021แม่แบบ:Nbspรายงานจากการทดลองวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคในแอฟริกาใต้กลับรายงานว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพเต็มร้อยจนถึงตอนนั้น (คือ อาสาสมัครที่ฉีดวัคซีนไม่มีใครติดโรคเลย) เทียบกับกลุ่มยาหลอกที่อาสาสมัคร 6แม่แบบ:Nbspคนติดเชื้อชนิดเบตา[372]

ในเดือนมกราคม 2021 บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันซึ่งกำลังทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในแอฟริกาใต้ รายงานว่าประสิทธิศักย์การป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการปานกลางจนถึงหนักอยู่ที่ร้อยละ 72 ในสหรัฐและร้อยละ 57 ในแอฟริกาใต้[373]

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp6 กุมภาพันธ์ หนังสือพิมพ์อังกฤษ Financial Times ได้รายงานข้อมูลเบื้องต้นจากงานศึกษาในแอฟริกาใต้ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่แสดงว่า วัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิศักย์ลดลงสำหรับสายพันธุ์นี้[374] โดยพบว่า ในบรรดาผู้ได้รับวัคซีน 2,000แม่แบบ:Nbspคน วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้เพียงเล็กน้อยยกเว้นแต่คนที่มีอาการหนักสุด[375] ต่อมาในวันที่แม่แบบ:Nbsp7 กุมภาพันธ์ 2021 กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้จึงระงับแผนการฉีดวัคซีนนี้ 1 ล้านโดสให้แก่ประชาชน[375][376]

ในเดือนมีนาคม 2021 มีรายงานว่า "ประสิทธิศักย์เบื้องต้นที่พบ" ของโนวาแว็กซ์ (NVX-CoV2373) สำหรับการติดเชื้อชนิดเบตาที่มีอาการอ่อน ปานกลาง และรุนแรง[377] สำหรับอาสาสมัครที่ตรวจไม่พบเอชไอวีอยู่ที่ร้อยละ 51

แกมมา (P.1)

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม องค์การอนามัยโลกระบุว่ามีหลักฐานจำกัดที่แสดงว่าวัคซีนของซิโนแวคและของซิโนฟาร์ม ยังคงประสิทธิผล/ประสิทธิภาพต่อต้านสายพันธุ์แกมมาอยู่ ส่วนวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล ในเรื่องการคงระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ซึ่งป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการและสำคัญในการยุติเหตุการณ์ระบาดทั่ว วัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้าและของซิโนแวคไม่ลดหรือแทบไม่ลดประสิทธิภาพต่อต้านสายพันธุ์แกมมาเลย วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคและของโมเดอร์นาลดลงบางเล็กน้อยจนถึงปานกลาง ส่วนวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล[364] ดังนั้น สายพันธุ์แกมมา (P.1, 20J/501Y.V3) ซึ่งเริ่มต้นพบที่บราซิล ดูเหมือนจะหลบภูมิคุ้มกันเนื่องกับวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคได้บ้าง[371]

เดลตา (B.1.617.2)

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม สายพันธุ์เดลตา หรือ B.1.617.2 หรือ G/452R.V3 หรือ 21A[378] หรือ 21A/S:478K[379] ได้พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนตุลาคม 2020 แต่หลังจากนั้นก็ได้กระจายไปยังประเทศอื่นแม่แบบ:Nbspๆ แล้ว เป็นสายพันธุ์ลูกหลานของ B.1.617 เช่นเดียวกับสายพันธุ์แคปปาที่กำลังตรวจสอบ[380][381][382][383][384] ในวันที่แม่แบบ:Nbsp6 พฤษภาคม 2021 นักวิทยาศาสตร์อังกฤษได้ประกาศสายพันธุ์นี้ (ซึ่งมีจุดเด่นคือ ไม่มีการกลายพันธุ์ E484Q) ว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วงโดยกำหนดรหัสเป็น VOC-21APR-02 หลังจากที่พบหลักฐานว่ามันกระจายไปได้เร็วกว่าไวรัสดั้งเดิมและอาจกระจายได้เร็วเท่าสายพันธุ์อัลฟา[385][386][387] มันมีการกลายพันธุ์ L452R, T478K และ P681R[388] แต่ก็ไม่เหมือนกับสายพันธุ์แคปปาเพราะไม่มีการกลายพันธุ์ E484Q

องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีหลักฐานจำกัดจากงานศึกษาเบื้องต้นต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่แสดงว่าวัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้าและของไฟเซอร์-ไบออนเทคยังคงประสิทธิผล/ประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นี้ ส่วนวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล ในเรื่องการคงระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ซึ่งป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการและสำคัญในการยุติเหตุการณ์ระบาดทั่ว วัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก และวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคและโคแว็กซินมีประสิทธิภาพลดลงน้อยจนถึงปานกลาง ส่วนวัคซีนอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มีข้อมูล[364]

ข้อจำกัดและปัญหาที่อาจเกิด

การรีบเร่งพัฒนาและผลิตวัคซีนเพื่อโควิด-19 ที่ระบาดทั่วอาจเพิ่มความเสี่ยงและอัตราความล้มเหลวของการได้วัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล[91][30][389] งานศึกษาหนึ่งพบว่าในระหว่างปี 2006-2015 สำหรับวัคซีน การได้รับอนุมัติให้ทำการทดลองระยะที่ 1 แล้วผ่านการทดลองระยะที่ 3 อย่างสำเร็จอยู่ที่อัตราร้อยละ 16.2 [88] และเซพีก็ได้ระบุว่าอัตราประสบความสำเร็จของวัคซีนแคนดิเดตที่กำลังพัฒนาอยู่ในปีแม่แบบ:Nbsp2020 น่าจะอยู่ที่เพียงร้อยละ 10[30]

ในเดือนเมษายน 2020 รายงานของเซพีระบุว่า "การประสานงานและการร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งและเป็นสากลระหว่างผู้พัฒนาวัคซีน องค์กรควบคุม องค์กรตั้งนโยบาย ผู้ให้เงินทุน องค์กรสาธารณสุข และรัฐบาลเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้วัคซีนแคนดิเดตในระยะสุดท้ายแม่แบบ:Nbspๆ สามารถผลิตได้อย่างเพียงพอและแจกจำหน่ายให้แก่เขตติดโรคทั้งหมดได้อย่างยุติธรรม โดยเฉพาะแก่เขตที่ยากจน"[30] แต่ประชากรอาจถึงร้อยละ 10 ก็รู้สึกว่าวัคซีนไม่ปลอดภัยหรือไม่จำเป็น และไม่ยอมรับวัคซีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสาธารณสุขของโลกที่ได้ชื่อว่า vaccine hesitancy (ความลังเลกับวัคซีน)[390] และเพิ่มความเสี่ยงว่าโควิดจะเกิดระบาดอีก[391] ในกลางปีแม่แบบ:Nbsp2020 งานสำรวจสองงานประเมินว่าประชากรสหรัฐร้อยละ 67 หรือ 80 จะยอมรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด โดยมีความต่างแม่แบบ:Nbspๆ กันมากเหตุระดับการศึกษา การมีงานทำ เชื้อชาติ และภูมิลำเนา[392][393]

ปัญหาความปลอดภัยทางชีวภาพ

งานวิจัยเบื้องต้นเพื่อประเมินประสิทธิผลของวัคซีนโดยใช้สัตว์แบบจำลองที่เฉพาะต่อโรคโควิด (เช่น หนูเพาะให้มียีนหน่วยรับ ACE) และใช้สัตว์ทดลองอื่นแม่แบบ:Nbspๆ และไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์ แสดงว่าต้องรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับ 3 เมื่อทดลองไวรัสที่ยังไม่ตาย และต้องร่วมมือกันในระดับสากลเพื่อให้มีมาตรฐานรักษาความปลอดภัย[91][30]

การเพิ่มฤทธิ์ของเชื้อโดยอาศัยภูมิต้านทาน (ADE)

แม่แบบ:หลัก แม้วัคซีนจะมุ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารภูมิต้านทานเพื่อกำจัดเชื้อโรค แต่วัคซีนก็อาจมีผลตรงกันข้ามโดยเพิ่มฤทธิ์ของเชื้อ เป็นกระบวนการที่เรียกว่า การเพิ่มฤทธิ์ของเชื้อโดยอาศัยภูมิต้านทาน (antibody-dependent enhancement, ADE) ซึ่งเพิ่มสมรรถภาพของไวรัสในการจับกับเซลล์เป้าหมายในร่างกายแล้วจุดชนวนอาการพายุไซโตไคน์เมื่อติดเชื้อหลังจากได้วัคซีน[91][394] แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของวัคซีน (เช่น ใช้ไวรัสเป็นเวกเตอร์, ใช้โปรตีน spike ของไวรัส หรือใช้หน่วยย่อยโปรตีนของไวรัส), ขนาดวัคซีนที่ให้, ระยะเวลาระหว่างการให้วัคซีนซ้ำแม่แบบ:Nbspๆ เพราะโอกาสการติดเชื้อโควิดอีก และอายุมาก ล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดความเสี่ยงและความรุนแรงของ แม่แบบ:Abbr[91][394] การตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนก็ยังขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ รวมทั้งความแม่นยำของกลไกการทำงานของวัคซีน[91] หรือวิธีการให้ (ฉีดในกล้ามเนื้อ ฉีดใต้ผิวหนัง ให้ทางปาก ให้ทางจมูก เป็นต้น)[394][395]

ประสิทธิศักย์ (efficacy)

ดูหัวข้อหลักที่ประสิทธิศักย์

ประสิทธิภาพ (effectiveness) ของวัคซีนขึ้นอยู่กับประสิทธิศักย์ (efficacy) ของวัคซีน[292] ประสิทธิศักย์ที่น้อยกว่าร้อยละ 60 ก็อาจไม่ก่อภูมิคุ้มกันหมู่[28][395] ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้เสี่ยงติดโรค เช่น ยีน สุขภาพ (โรคประจำตัว อาหาร การตั้งครรภ์ ไวหรือแพ้อะไรง่าย) ภูมิคุ้มกัน อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม อาจเป็นปัจจัยปฐมภูมิหรือทุติยภูมิซึ่งมีผลต่อความรุนแรงเมื่อติดโรคและการตอบสนองต่อวัคซีน[395] คนชรา (อายุเกิน 60แม่แบบ:Nbspปี) ผู้มีภูมิแพ้ และคนอ้วนเสี่ยงมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอแล้วทำให้วัคซีนไม่มีประสิทธิผล จึงอาจต้องใช้เทคโนโลยีวัคซีนโดยเฉพาะแม่แบบ:Nbspๆ สำหรับคนกลุ่มเฉพาะแม่แบบ:Nbspๆ หรือต้องให้วัคซีนซ้ำแม่แบบ:Nbspๆ เพื่อจำกัดการแพร่เชื้อ[395] อนึ่ง การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอาจเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นเป้าหมายของวัคซีน ทำให้วัคซีนไม่ได้ผล[396][397]

การรับสมัครอาสาสมัครเพื่อทดลอง

ผู้พัฒนาวัคซีนต้องลงทุนแข่งขันในระดับนานาชาติเพื่อหาอาสาสมัครสำหรับการทดลองทางคลินิกระยะแม่แบบ:Nbsp2–3 ให้มีจำนวนเพียงพอเพราะไวรัสระบาดไปในอัตราต่างแม่แบบ:Nbspๆ กันทั้งข้ามประเทศและในประเทศ[102] ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน บริษัทผลิตวัคซีนจีนคือซิโนแว็กไบโอเท็กได้ร่วมมือกับมาเลเซีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และบราซิลเพื่อรับอาสาสมัครในการทดลองและเพื่อผลิตวัคซีนให้ได้จำนวนเพียงพอสำหรับการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 ในประเทศบราซิลที่โรคได้เร่งระบาดเพิ่มขึ้น[102] เพราะจีนควบคุมการระบาดทั่วของโควิดได้ ผู้พัฒนาวัคซีนจีนจึงต้องร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทำงานศึกษาในมนุษย์ระยะปลาย ซึ่งเป็นการแข่งขันหาอาสาสมัครสู้กับผู้ผลิตอื่นแม่แบบ:Nbspๆ และกับโปรแกรม Solidarity trial ที่องค์การอนามัยโลกเป็นผู้จัด[102]

นอกจากปัญหาการแข่งขันหาอาสาสมัครแล้ว ผู้จัดทำการทดลองอาจเจอกับคนที่ไม่ต้องการได้วัคซีนเพราะเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิศักย์ที่ค้านกับความเห็นพ้องของนักวิทยาศาสตร์[391] หรือไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ที่ใช้เพื่อสร้างเทคโนโลยีวัคซีนและสมรรถภาพการป้องกันการติดเชื้อของวัคซีน[398]

การมีบุคลากรที่ชำนาญในการให้วัคซีนไม่พออาจเป็นอุปสรรคต่อการทดลองทางคลินิกที่ต้องแก้ปัญหาต่างแม่แบบ:Nbspๆ เช่น การรับสมัครอาสาสมัครในเขตชนบทที่มีความหนาแน่นประชากรน้อย อาสาสมัครที่มีอายุ เชื้อชาติ และปัญหาทางสุขภาพต่างแม่แบบ:Nbsp[102][399]

ค่าใช้จ่าย

วัคซีนต้านโควิดที่มีประสิทธิผลอาจลดความเสียหายทางเศรษฐกิจของโลกเป็นล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และดังนั้น ค่าใช้จ่ายเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับวัคซีนเมื่อเทียบกันแล้วก็เล็กน้อย[400] ในตอนต้นแม่แบบ:Nbspๆ ของเหตุการณ์ระบาดทั่ว ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถสร้างวัคซีนสำหรับไวรัสนี้ได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีราคาที่พอซื้อไหว และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาวัคซีนเท่าไร[28][31][55] เป็นไปได้ว่าการลงทุนเป็นเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นอาจไม่ได้ผลอะไร[54]

หลังจากสร้างวัคซีนได้แล้ว จะต้องผลิตวัคซีนเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านโดสแล้วแจกจ่ายทั่วโลก ในเดือนเมษายน 2020 มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ประเมินว่า การผลิตและการแจกจำหน่ายวัคซีนอาจมีค่าใช้จ่ายถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณแปดแสนล้านบาท)[401]

คณะกรรมาธิการยุโรปจัดให้มีการประชุมทางวิดีโอของผู้นำโลกในวันที่แม่แบบ:Nbsp4 พฤษภาคม 2020 ซึ่งได้สัญญาว่าจะให้เงิน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนา (เป็นงานเดียวกับขององค์การอนามัยโลก)[402]

จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2020 บริษัทที่ได้เงินทุนจากโปรแกรมปฏิบัติการความเร็วเหนือแสงของสหรัฐได้ตั้งราคาวัคซีนเบื้องต้นประมาณ 19.5–25 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 610–780 บาท) ต่อโดส (คนหนึ่งปกติต้องใช้ 2แม่แบบ:Nbspโดส) ซึ่งเป็นราคาประมาณเท่าแม่แบบ:Nbspๆ กับวัคซีนไข้หวัดใหญ่[403] ในเดือนธันวาคม 2020 นักการเมืองเบลเยียมผู้หนึ่งได้เปิดเผยราคาที่สหภาพยุโรปตกลงซื้อวัคซีนจากบริษัทต่างแม่แบบ:Nbsp[404]

ราคาวัคซีนที่สหภาพยุโรปตกลงซื้อจากผู้ผลิต
ผู้ผลิต ราคาต่อโดส[405] บาทโดยประมาณ
แอสตร้าเซนเนก้า แม่แบบ:Euro 62
จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แม่แบบ:US$ 266
ซาโนฟี่/แกล็กโซสมิธไคลน์ แม่แบบ:Euro 265
ไฟเซอร์/ไบออนเทค แม่แบบ:Euro 420
Curevac แม่แบบ:Euro 350
โมเดอร์นา แม่แบบ:US$ 564

การแจกจำหน่าย

วัคซีนต่างแม่แบบ:Nbspๆ ต้องขนส่งและจัดการต่างแม่แบบ:Nbspๆ กัน ตัวอย่างเช่น วัคซีน tozinameran ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคต้องส่งในตู้แช่แข็งพิเศษโดยมีอุณหภูมิระหว่าง −80 ถึง −60 องศาเซลเซียส[406] ต้องใช้ใน 5แม่แบบ:Nbspวันหลังละลาย[406] ต้องสั่งอย่างน้อย 975แม่แบบ:Nbspโดส จึงคงมีแต่ รพ. ใหญ่แม่แบบ:Nbspๆ ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือดีที่สามารถให้วัคซีนนี้ได้[407]

ส่วนวัคซีนของโมเดอร์นาต้องเก็บแช่แข็งระหว่าง −25 ถึง −15 องศาเซลเซียส[408] แต่เมื่อแช่แข็งแล้ว ก็สามารถเก็บที่อุณหภูมิระหว่าง 2 ถึง 8 องศาเซลเซียสจนถึง 30แม่แบบ:Nbspวัน[408]

การไร้ข้อมูลที่เปิดเผยและความไม่เชื่อใจ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศให้อนุมัติวัคซีนของจีนคือ BBIBP-CorV แต่ก็ไม่ได้ประกอบด้วยข้อมูลและรายละเอียดสำคัญต่างแม่แบบ:Nbsp[409] ไม่เหมือนกับวัคซีนที่พัฒนาในประเทศตะวันตกบางประเทศ วัคซีนจีนมีข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิศักย์น้อย แม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะระบุว่า ได้พิจารณางานวิเคราะห์ในระหว่างของบริษัท แต่ก็ไม่ชัดเจนว่า ได้วิเคราะห์ข้อมูลดิบเองอย่างเป็นอิสระ และก็ไม่ชัดเจนว่า บริษัทได้สรุปข้อมูลอย่างไร เพราะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ได้ระบุรายละเอียดการวิเคราะห์ที่สำคัญ เช่น จำนวนคนติดเชื้อและอายุของอาสาสมัคร[409]

นักวิทยาการระบาดชาวจีนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกล่าวว่า "ยากที่จะรู้ว่าวัคซีนได้ผลดีขนาดไหน ผมหวังว่ามันคงเป็นจริง"[410] การไม่ทำข้อมูลให้เป็นสาธารณะอาจจำกัดบริษัทจากการแจกจำหน่ายวัคซีนไปยังประเทศบางประเทศ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิศักย์ของวัคซีน นักวิทยาการคนเดียวกันระบุว่า การโน้มน้าวให้ประเทศอื่นแม่แบบ:Nbspๆ คล้อยตามจะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นและข้อมูลที่ดีซึ่งสามารถให้ตรวจดูได้ ส่วนนักวิทยาไวรัสที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงอีกคนหนึ่งเป็นห่วงว่า ประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ อาจต้องเลือกยอมรับวัคซีนโดยไม่มีการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระ หรือเลือกไม่ใช้วัคซีนนี้เลย[410]

วัคซีนจีนอีกอย่างคือ CoronaVac ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ในวันที่ 14 ธันวาคม 2020 สำนักงานควบคุมสาธารณสุขบราซิล (Anvisa) ระบุว่า การให้อนุมัติเพื่อใช้ในประเทศจีนไม่ใช่เรื่องเปิดเผย คือไม่มีข้อมูลว่าใช้กฎเกณฑ์อะไรในการอนุมัติให้ใช้เป็นการฉุกเฉินในประเทศจีนเมื่อเดือนมิถุนายน 2020[411] แม่แบบ:ดูเพิ่ม

ปัญหาของการศึกษาแบบ "ท้าทาย" ที่เสนอ

แม่แบบ:หลัก เพราะโรคโควิดที่กำลังระบาดทั่วเป็นเรื่องฉุกเฉินทั่วโลก จึงต้องพิจารณายุทธการย่อเวลาเพื่ออนุมัติให้ใช้วัคซีนป้องกันโควิด โดยเฉพาะการย่อเวลาของการทดลองทางคลินิกระยะ 2-3 ที่ปกติยาวเป็นปีแม่แบบ:Nbsp[412][413][414] งานศึกษาแบบ "ท้าทาย" เป็นการทดลองวัคซีนโดยจงใจทำให้อาสาสมัครติดเชื้อ เป็นวิธีที่เคยทำกับโรคที่เสี่ยงตายน้อยกว่าโควิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ไข้รากสาดน้อย อหิวาตกโรค และมาลาเรีย[413] คือเมื่อได้ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนแคนดิเดตในสัตว์ทดลองและมนุษย์ที่สุขภาพปกติแล้ว อาจต้องท้าทาย (challenge) จงใจให้อาสาสมัครติดเชื้อโควิด โดยมีกลุ่มควบคุมและข้ามงานทดลองระยะ 3 ซึ่งปกติต้องทำ เพื่อช่วยเร่งให้อนุมัติใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคได้อย่างกว้างขวาง[412][415][413]

เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 อาสาสมัครผู้ใหญ่หนุ่มสาวเป็นโหลแม่แบบ:Nbspๆ จะจงใจทำให้ติดเชื้อโควิดในการทดลองแบบท้าทายใน รพ. ในกรุงลอนดอนซึ่งบริหารโดยหน่วยบริหารวัคซีนโควิดเฉพาะกิจของรัฐบาลอังกฤษ[416] โดยหลังจากกำหนดขนาดไวรัสที่ทำให้ติดเชื้อได้ ก็จะตรวจสอบประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อของวัคซีนแคนดิเดตสำหรับโควิด 2แม่แบบ:Nbspอย่างหรือมากกว่านั้น[416]

งานศึกษาแบบท้าทายมีสองขั้นตอน ขั้นแรกตรวจสอบวัคซีนแคนดิเดตว่าปลอดภัยหรือไม่และมีผลต่อภูมิต้านทานอย่างไรทั้งในสัตว์ทดลองและผู้ใหญ่อาสาสมัครสุขภาพดี (100 คนหรือน้อยกว่านั้น) โดยทำพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กันซึ่งปกติจะทำเป็นลำดับต่อกันเริ่มจากสัตว์ก่อน เมื่อขั้นแรกได้ผลดี ขั้นสองเป็นการทดลองขนาดใหญ่ระยะ 2–3 และให้วัคซีนขนาดที่ได้ผลแก่อาสาสมัครผู้ไม่ได้ติดโรคมาก่อน มีความเสี่ยงน้อย (เช่น ผู้มีอายุน้อย) โดยจงใจทำให้ติดเชื้อไวรัสโควิดเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ให้ยาหลอก[412][413][415] หลังจาก "ท้าทาย" ให้ติดโรคเช่นนี้ ก็จะเฝ้าตรวจอาสาสมัครอย่างใกล้ชิดในคลินิกที่มีอุปกรณ์วัสดุพร้อมมือและสามารถช่วยชีวิตได้ถ้าจำเป็น[412][413] การอาสาเป็นผู้ร่วมงานศึกษาแบบท้าทายในช่วงเกิดโรคระบาดทั่วเช่นนี้ คล้ายกับการเข้าปฏิบัติการในเหตุการณ์ฉุกเฉินของแพทย์พยาบาลเพื่อรักษาคนไข้โรคโควิด หรือของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง หรือของผู้บริจาคอวัยวะ[412]

แม้งานศึกษาเช่นนี้จะน่าสงสัยทางจริยธรรมเพราะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออาสาสมัครเหตุโรครุนแรงขึ้นอาศัยวัคซีน เพราะไม่ชัดเจนว่าวัคซีนปลอดภัยในระยะยาวหรือไม่ หรือเพราะประเด็นปัญหาอื่นแม่แบบ:Nbspๆ แต่ตามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโรคติดต่อบางท่าน[412][413][415] งานศึกษาเช่นนี้ก็อาจเลี่ยงไม่ได้เพื่อให้สามารถผลิตวัคซีนที่มีผลได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดจำนวนคนตายเหตุโควิดที่กะว่าอาจตกเป็นล้านแม่แบบ:Nbspๆ คนทั่วโลก[412][417]

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp6 พฤษภาคม 2020 องค์การอนามัยโลกได้พัฒนาแนวปฏิบัติที่แสดงกฎเกณฑ์การศึกษาโควิดแบบท้าทายในอาสาสมัครสุขภาพดี รวมวิธีการประเมินทางวิทยาศาสตร์และทางจริยธรรม การปรึกษาหารือและการประสานงานกับประชาชน การเลือกและการขอคำยินยอมของอาสาสมัคร และการดูแลสอดส่องโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ[418]

การอนุญาตให้ใช้เป็นการฉุกเฉิน (EUA)

เมื่อโควิดได้เริ่มระบาดทั่วเมื่อต้นปีแม่แบบ:Nbsp2020 องค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่แนวทางการจดบัญชีรายการยาให้ใช้เป็นการฉุกเฉิน (Emergency Use Listing) สำหรับวัคซีนใหม่แม่แบบ:Nbspๆ เป็นกระบวนการที่ได้มาจากการระบาดทั่วของอีโบลาระหว่างปี 2013-2016[419] ซึ่งบังคับว่า วัคซีนแคนดิเดตที่พัฒนาเพื่อการฉุกเฉินอันเป็นอันตรายถึงชีวิตต้องผ่านมาตรฐาน GMP และต้องผ่านการพัฒนาตามกระบวนการให้อนุญาตก่อน (prequalification) ขององค์การ[419] แม้เมื่อมีวัคซีนใหม่แม่แบบ:Nbspๆ ที่พัฒนาขึ้นในระหว่างการระบาดทั่วของโควิด การให้อนุญาตก็ยังบังคับให้ส่งเอกสารแบบเต็มในเรื่องการพัฒนาและคุณภาพการผลิต เทียบกับสหภาพยุโรป ที่บริษัทสามารถใช้กระบวนการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง (rolling review) คือให้ข้อมูลตามเท่าที่ได้ในการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 แทนที่จะส่งข้อมูลเต็มซึ่งต้องทำเป็นเดือนแม่แบบ:Nbspๆ หรือปีแม่แบบ:Nbspๆ หลังการทดลองในกระบวนการปกติ กระบวนการเช่นนี้ทำให้คณะกรรมการเวชภัณฑ์สำหรับใช้ในมนุษย์ยุโรป (CHMP) สามารถประเมินข้อมูลในเวลาจริง ซึ่งช่วยให้วัคซีนแคนดิเดตอันมีอนาคตสามารถได้อนุมัติอย่างรวดเร็วจากสำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA)[420] ในเดือนตุลาคม กระทรวงสาธารณสุขแคนาดาและสำนักงานการแพทย์ยุโรปได้เริ่มการพิจารณาอย่างต่อเนื่องสำหรับวัคซีนของบริษัทโมเดอร์นา[421] และในแคนาดาเดือนพฤศจิกายน สำหรับวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค[422]

วันที่แม่แบบ:Nbsp24 มิถุนายน 2020 ประเทศจีนได้อนุมัติวัคซีนของบริษัทแคนซิโนไบโอลอจิกส์เพื่อให้ใช้อย่างจำกัดในทหาร และอนุมัติวัคซีนแบบไวรัสโควิดฆ่าแล้วสองอย่างเพื่อใช้ในการฉุกเฉินสำหรับผู้ประกอบอาชีพความเสี่ยงสูง[423] ในวันที่แม่แบบ:Nbsp11 สิงหาคม 2020 รัสเซียประกาศการอนุมัติวัคซีนสปุตนิกแม่แบบ:Nbspวี เพื่อใช้ในการฉุกเฉิน แต่เดือนหนึ่งต่อจากนั้น ก็ยังมีวัคซีนเพียงจำนวนน้อยที่แจกจำหน่ายนอกการทดลองทางคลินิกระยะที่แม่แบบ:Nbsp3[424] ในเดือนกันยายน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อนุมัติวัคซีนของบริษัทซิโนฟาร์มเป็นการฉุกเฉินสำหรับบุคลากรทางแพทย์[425] โดยบาห์เรนก็ทำเช่นเดียวกันในเดือนพฤศจิกายนต่อมา[426]

ในสหรัฐ องค์การอาหารและยาอาจให้อนุมัติเป็นการฉุกเฉินแก่วัคซีนโควิดก่อนจะได้หลักฐานเต็มจากการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 ในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิศักย์ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าใช้อย่างผิดแม่แบบ:Nbspๆ เพราะเหตุทางการเมือง เป็นการลดมาตรฐาน และเพิ่มความรู้สึกต่อต้านวัคซีนของประชาชนในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020[392][427][428] ในวันที่แม่แบบ:Nbsp8 กันยายน 2020 บริษัทยาแนวหน้า 9 บริษัทที่วิจัยวัคซีนโควิดจึงได้ร่วมให้สัญญาว่า จะยื่นคำขอใช้เป็นการฉุกเฉินก็ต่อเมื่อการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 ได้ระบุวัคซีนว่าปลอดภัยและมีประสิทธิศักย์แล้ว[429]

วันที่แม่แบบ:Nbsp20 พฤศจิกายน 2020 บริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคได้ยื่นคำขอใช้วัคซีนของบริษัทเป็นการฉุกเฉินแก่องค์การอาหารและยาสหรัฐ[430][431] โดยองค์การก็ประกาศว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องวัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เกี่ยวข้อง (แม่แบบ:Abbr) ขององค์การจะพิจารณาคำขอนี้ในวันที่แม่แบบ:Nbsp10 ธันวาคม[432][433] ในเดือนพฤศจิกายน องค์การได้อธิบายว่า การอนุญาตให้ใช้เป็นการฉุกเฉินก็คือ "กลไกที่อำนวยการทำให้มีและการใช้วิธีแก้ปัญหาทางแพทย์รวมทั้งวัคซีน ในช่วงความฉุกเฉินทางสาธารณสุข เช่น การระบาดทั่วของโควิด-19 ในปัจจุบัน"[434] เมื่อองค์การอนุมัติให้ใช้เป็นการฉุกเฉินแล้ว ผู้พัฒนาวัคซีนก็ยังต้องดำเนินการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 ต่อไปเพื่อบูรณาการข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิศักย์ของวัคซีน โดยในที่สุดก็จะยื่นคำขออนุมัติแบบเต็ม[434]

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp30 พฤศจิกายน 2020 บริษัทโมเดอร์นาได้ยื่นคำขอใช้วัคซีนเป็นการฉุกเฉินแก่องค์การอาหารและยาสหรัฐ[435][436]

บาห์เรน

ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2020 องค์การควบคุมทางสุขภาพแห่งชาติบาห์เรน (National Health Regulatory Authority, NHRA) ได้อนุญาตให้ใช้วัคซีน BBIBP-CorV ของบริษัทซิโนฟาร์ม และวัคซีน tozinameran ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคเป็นการฉุกเฉิน[93]

แคนาดา

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp9 ธันวาคม 2020 กระทรวงสาธารณสุขแคนาดา (Health Canada) ได้อนุญาตให้นำเข้าวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคเพื่อใช้ในการฉุกเฉินอย่างชั่วคราว[111] มีวัคซีน 30,000แม่แบบ:Nbspโดสส่งมาถึงแคนาดาในวันที่แม่แบบ:Nbsp13 ธันวาคม โดยกะว่าจะได้ 249,000แม่แบบ:Nbspโดสไม่เกินปลายปีแม่แบบ:Nbsp2020 และ 6 ล้านโดสก่อนเดือนเมษายน 2021[437]

เม็กซิโก

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp11 ธันวาคม 2020 คณะกรรมการกลางป้องกันความเสี่ยงทางอนามัย (Federal Commission for the Protection against Sanitary Risk, COFEPRIS) ของเม็กซิโกได้อนุญาตให้ใช้วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคเป็นการฉุกเฉิน วัคซีนได้สั่งแล้ว 34.4 ล้านโดสโดยเริ่มส่งตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม[438]

ฟิลิปปินส์

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp2 ธันวาคม 2020 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์โรดรีโก ดูแตร์เต ได้สั่งองค์กรอาหารและยาฟิลิปปินส์ให้ให้อนุญาตใช้วัคซีนและการรักษาโควิดอื่นแม่แบบ:Nbspๆ เป็นการฉุกเฉิน[439] โดยมีข้อแม้อย่างหนึ่งว่า ผู้ผลิตวัคซีนต้องได้อนุญาตให้ใช้เป็นการฉุกเฉินในประเทศต้นกำเนิดหรือประเทศอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่มีการควบคุมดี องค์การก็ได้ประกาศว่าผู้ผลิตวัคซีน 3แม่แบบ:Nbspรายคือไฟเซอร์ แอสตร้าเซนเนก้า และซิโนแว็กก็ได้สอบถามเรื่องกระบวนการขออนุญาตให้ใช้เป็นการฉุกเฉินในประเทศ[440]

สหราชอาณาจักร

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp2 ธันวาคม 2020 สำนักงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพ (Medicines and Healthcare products Regulatory Agency, MHRA) แห่งสหราชอาณาจักรได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค คือ Tozinameran (BNT162b2) เป็นการฉุกเฉิน เป็นประเทศแรกที่อนุมัติวัคซีนนี้ และประเทศตะวันตกแรกที่ให้อนุมัติเป็นการฉุกเฉินแก่วัคซีนโควิด[441][442][443]

สหรัฐ

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp11 ธันวาคม 2020 องค์กรอาหารและยาสหรัฐได้อนุญาตให้ใช้วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคเป็นการฉุกเฉิน[96]

การให้อนุญาต

วัคซีนจะได้อนุญาตตามความสำเร็จของการทดลองทางคลินิกระยะ 1–3 ที่ได้แสดงความปลอดภัย, การสร้างภูมิคุ้มกันโรคเมื่อใช้ขนาดยาโดยเฉพาะ, ประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มประชากรเป้าหมาย และประสิทธิภาพการป้องกันที่คงยืน[444] คณะผู้เชี่ยวชาญการวางมาตรฐานทางชีวภาพขององค์การอนามัยโลกได้สร้างแนวปฏิบัตินานาชาติเพื่อผลิตและควบคุมคุณภาพของวัคซีน เป็นกระบวนการหมายให้องค์กรควบคุมของรัฐต่างแม่แบบ:Nbspๆ ใช้ในการให้อนุญาตวัคซีนของตนเอง[444] ปกติผู้ผลิตจะไม่ได้รับอนุญาตจนกว่าวัคซีนจะได้พิสูจน์ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว องค์กรควบคุมนานาชาติหรือของรัฐ เช่น สำนักงานการแพทย์ยุโรป (European Medicines Agency, EMA) หรือองค์กรอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration, FDA) จะเป็นผู้ตรวจพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของวัคซีน[445][446]

การสร้างความมั่นใจและการยอมรับวัคซีนที่ได้อนุมัติแก่สาธารณชนเป็นหน้าที่การสื่อสารของรัฐและบุคลากรทางแพทย์เพื่อให้โปรแกรมการฉีดวัคซีนดำเนินไปได้ด้วยดี, เพื่อช่วยชีวิตคน และช่วยคืนสภาพทางเศรษฐกิจ[447] ในเบื้องต้น วัคซีนจะมีจำนวนจำกัดเพราะเหตุผลทางการผลิต, การแจกจำหน่าย และโลจิสติกส์ จึงต้องมีแผนการจัดสรรวัคซีนจำนวนจำกัดที่มี และจัดลำดับกลุ่มประชากรที่ควรได้วัคซีนแรกแม่แบบ:Nbsp[447]

องค์การอนามัยโลก

วัคซีนที่พัฒนาเพื่อแจกจำหน่ายข้ามชาติผ่านกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติต้องได้การอนุญาตก่อน (pre-qualification) ขององค์การอนามัยโลกเพื่อให้ได้มาตรฐานสากลในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย การสร้างภูมิคุ้มกัน และประสิทธิศักย์ จึงจะนำไปใช้ในประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ มากมายได้[444] ผลิตภัณฑ์ต้องผลิตได้อย่างสม่ำเสมอโดยผ่านมาตรฐาน [[GMP|แม่แบบ:Abbr]][444] เมื่อองค์กรของสหประชาชาติมีส่วนร่วมในการให้อนุญาตวัคซีน ประเทศแต่ละประเทศจะร่วมมือโดย 1) ให้อนุญาตวัคซีน ให้อนุญาตการวางขาย สำหรับผู้ผลิตและหุ้นส่วนในการแจกจำหน่าย 2) สอดส่องผลของยาหลังจากวางตลาด (postmarketing surveillance) รวมทั้งบันทึกผลที่ไม่พึงประสงค์หลังการให้วัคซีน องค์การอนามัยโลกทำงานร่วมกับองค์กรของรัฐเพื่อตรวจโรงงานผลิตและผู้จำหน่ายว่าผ่านมาตรฐาน GMP และกฎควบคุมต่างแม่แบบ:Nbspๆ หรือไม่[444] ประเทศบางประเทศอาจเลือกซื้อวัคซีนที่ได้รับอนุญาตจากองค์กรควบคุมของประเทศอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่น่าเชื่อถือเช่น สำนักงานการแพทย์ยุโรป (แม่แบบ:Abbr) หรือองค์การอาหารและยาสหรัฐ แต่ราคาก็อาจจะแพงกว่า และวิธีการแจกจำหน่ายก็อาจใช้ในประเทศกำลังพัฒนานั้นแม่แบบ:Nbspๆ ไม่ได้[444]

ออสเตรเลีย

ในเดือนตุลาคม 2020 องค์กรสินค้าเพื่อการรักษา (Therapeutic Goods Administration, TGA) ของออสเตรเลียได้ให้อนุญาตชั่วคราวแก่วัคซีนโควิดคือ ChAdOx1แม่แบบ:NbspnCoV-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า และวัคซีน Tozinameran (BNT162b2) ของบริษัทไฟเซอร์[448][449]

สหภาพยุโรป

ในสหภาพยุโรป วัคซีนสำหรับโรคระบาดทั่ว เช่น ไข้หวัดใหญ่ จะได้อนุญาตแบบต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้ง อนุญาตทั่วไป (centralized) คือรัฐสมาชิกทั้งหมดปฏิบัติตาม หรืออนุญาตในบางประเทศ (decentralized) หรืออนุญาตในประเทศแม่แบบ:Nbspๆ เดียว[445] โดยทั่วไปแล้ว รัฐสมาชิกจะอนุโลมตามแนวทางการควบคุมและโปรแกรมทางคลินิกที่กำหนดโดยคณะกรรมการเวชภัณฑ์สำหรับใช้ในมนุษย์ (Committee for Medicinal Products for Human Use, CHMP) ของยุโรป ซึ่งเป็นคณะกรรมการทางวิทยาศาสตร์ของสำนักงานการแพทย์ยุโรป (แม่แบบ:Abbr) ซึ่งมีหน้าที่ให้อนุญาตวัคซีน[445] กลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลายกลุ่มที่ประเมินและสอดส่องความก้าวหน้าของวัคซีนทั้งก่อนและหลังการให้อนุญาตและการแจกจำหน่ายทำหน้าที่สนับสนุนคณะกรรมการนี้[445] ในเดือนตุลาคม 2020 แม่แบบ:Abbr ได้เริ่มทำการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง (rolling reviews) สำหรับวัคซีน ChAdOx1แม่แบบ:NbspnCoV-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า และ Tozinameran (BNT162b2) ของบริษัทไฟเซอร์[450][451][452]

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 CHMP ได้เริ่มการพิจารณาอย่างต่อเนื่องสำหรับวัคซีนโควิดของบริษัทโมเดอร์นาคือ mRNA-1273[453]

ในเดือนธันวาคม 2020 แม่แบบ:Abbr ได้รับคำขออนุญาตวางตลาดแบบมีเงื่อนไข (conditional marketing authorization) แก่วัคซีนแบบ แม่แบบ:Abbr คือ Tozinameran และ mRNA-1273[454][455] การประเมินวัคซีนจะทำอย่างเร่งด่วนโดยอาจลงความเห็นภายในไม่กี่อาทิตย์[454][455]

ในเดือนธันวาคม 2020 CHMP ได้เริ่มการพิจารณาอย่างต่อเนื่องสำหรับวัคซีนโควิด Ad26.COV2.S ของบริษัท Janssen-Cilag International N.V.[456]

สหรัฐ

ตามกฎขององค์การอาหารและยาสหรัฐ การแสดงหลักฐานว่าวัคซีนปลอดภัยและมีประสิทธิศักย์ทางคลินิกจะเหมือนกับกระบวนการอนุมัติยาที่แพทย์สั่ง[457] ถ้ายาผ่านการทดลองทางคลินิกระยะต่างแม่แบบ:Nbspๆ บริษัทก็จะยื่นคำขอที่เรียกว่า Biologics License Application ซึ่งต้องแนบหลักฐานอย่างละเอียดว่าวัคซีนแคนดิเดตแสดงประสิทธิศักย์และความปลอดภัยตลอดระยะการพัฒนา เพื่อการพิจารณาทางวิทยาศาสตร์โดยคณะผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งแพทย์ นักสถิติ นักจุลชีววิทยา และนักเคมี หลังจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญก็จะตรวจโรงงานผลิตว่า ได้มาตรฐาน GMP หรือไม่ โดยฉลากยาต้องมีข้อมูลสำหรับแพทย์พยาบาลเกี่ยวกับการใช้ยาและความเสี่ยง เพื่อให้สามารถสื่อสารและให้ยากับสาธารณชนได้[457]

คณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องแนวปฏิบัติเพื่อสร้างภูมิคุมกัน (Advisory Committee on Immunization Practices) ของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐได้ลงมติในวันที่แม่แบบ:Nbsp2 ธันวาคมว่า วัคซีนที่ได้แรกแม่แบบ:Nbspๆ ควรจัดให้กับแพทย์พยาบาลและผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานพยาบาลระยะยาวก่อน โดยระบุด้วยว่าเมื่อการผลิตเพิ่มขึ้นแล้วกลุ่มที่ได้ต่อแม่แบบ:Nbspๆ มาควรเป็นคนชรา ผู้ทำการฉุกเฉิน (รวมตำรวจ นักผจญเพลิง) ครู และผู้ทำการจำเป็นที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้ดี และบุคคลที่มีโรคร่วมหลายโรค อย่างไรก็ตาม รัฐต่างแม่แบบ:Nbspๆ ในสหรัฐจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะจัดสรร แจกจำหน่าย จัดการโลจิสติกส์อย่างไร เพื่อให้วัคซีนแก่ทุกแม่แบบ:Nbspๆ คนเมื่อมีวัคซีน[458] หลังจากให้อนุญาต การสอดส่องวัคซีนและการผลิตรวมทั้งการตรวจเป็นระยะแม่แบบ:Nbspๆ ว่ายังได้มาตรฐาน GMP หรือไม่ ก็จะทำต่อไปตราบเท่าที่ผู้ผลิตยังได้อนุญาตอยู่ โดยผู้ผลิตอาจต้องยื่นเอกสารเพิ่มเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตแต่ละขั้นแม่แบบ:Nbspๆ ว่ายังสามารถคงฤทธิ์ ความปลอดภัย และความบริสุทธิ์ของวัคซีนได้หรือไม่[457]

การสอดส่องผลของยาหลังจากวางตลาด

จนกว่าจะได้ใช้วัคซีนในกลุ่มประชากรทั่วไป ก็ยังอาจไม่รู้ผลไม่พึงประสงค์ทั้งหมดของวัคซีน จึงทำให้ผู้ผลิตต้องสอดส่องผลของยาหลังจากวางตลาด (postmarketing surveillance) หรือบางครั้งเรียกว่า การทดลองทางคลินิกระยะที่ 4 ของวัคซีนเมื่อกำลังให้แก่สาธารณชนทั่วไป[444][457] องค์การอนามัยโลกทำงานร่วมกับรัฐสมาชิกเพื่อสอดส่องผลของยาหลังจากวางตลาด[444] ส่วนองค์การอาหารและยาสหรัฐมีโปรแกรม Vaccine Adverse Event Reporting System ที่สอดส่องปัญหาความปลอดภัยของวัคซีนเมื่อกำลังให้แก่สาธารณชน[457]

การวางตลาดและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน

ปัญหาการวางตลาด

จนถึงเดือนมิถุนายน 2020 บริษัท รัฐบาล องค์กรสาธารณสุขนานาชาติ และกลุ่มวิจัยในมหาวิทยาลัยได้ลงทุนเป็นหมื่นแม่แบบ:Nbspๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาวัคซีนแคนดิเดตเป็นสิบแม่แบบ:Nbspๆ อย่าง และเตรียมตัวตั้งโปรแกรมให้วัคซีนเพือสร้างภูมิคุ้มกันต้านการติดเชื้อโควิด-19[31][459][460][461] การลงทุนของบริษัทและความจำเป็นต้องสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นก่อความกังวลในเรื่องการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ "วิธีการทางตลาด" ว่าวัคซีนที่ได้อนุมัติจะมีราคาแพง ว่าประเทศร่ำรวยจะได้วัคซีนก่อน และว่าเขตที่โรคระบาดแย่สุดจะไม่ได้วัคซีนหรือได้น้อย ซึ่งพยากรณ์ว่าจะเกิดในประเทศยากจน มีประชากรหนาแน่น ที่ไม่สามารถซื้อวัคซีนได้[31][55][460]

การร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกับแอสตร้าเซนเนก้า (เป็นบริษัทยายักษ์ใหญ่ในประเทศสหราชอาณาจักรมีรายได้ประมาณแปดแสนล้านบาทในปีแม่แบบ:Nbsp2016[462]) ก่อความกังวลเรื่องราคาวัคซีนและการแชร์ผลกำไรของการขายวัคซีนทั่วโลก เพราะปัญหาว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยซึ่งได้เงินภาษีของประชาชนมีสิทธิขายหรือไม่[461] บริษัทจึงแจ้งว่า ราคาเบื้องต้นของวัคซีนจะไม่รวมกำไรสำหรับบริษัทตราบเท่าที่โรคยังระบาดอยู่[461]

ในต้นเดือนมิถุนายน บริษัทตกลงให้เซพีและกาวีผลิตและแจกจำหน่ายวัคซีน 300 ล้านโดสถ้าวัคซีนของออกซฟอร์ดพิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผลโดยแลกเปลี่ยนกับการลงทุน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสองหมื่นสี่พันล้านบาท) โดยเท่ากับเพิ่มสมรรถภาพการผลิตวัคซีนของบริษัทเป็นมากกว่า2,000 ล้านโดสต่อปี[463] การวางตลาดวัคซีนโรคระบาดทั่วเป็นการลงทุนที่เสี่ยงสูง เพราะอาจเสียเงินทุนค่าพัฒนาและการเตรียมตัวผลิตวัคซีนถ้าวัคซีนแคนดิเดตปรากฏว่าไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้ผล[31][54][55][459] บริษัทยาข้ามชาติคือไฟเซอร์ระบุว่า ไม่สนใจเป็นหุ้นส่วนกับรัฐ เพราะจะเป็น "มือที่สาม" ที่ทำให้โปรแกรมวัคซีนของบริษัทล่าช้า[464] อนึ่ง ยังมีความกังวลด้วยว่า โปรแกรมเร่งพัฒนา เช่น Operation Warp Speed (ปฏิบัติการความเร็วเหนือแสง) ของสหรัฐ กำลังเลือกวัคซีนแคนดิเดตเพราะความได้เปรียบทางการผลิตเพื่อย่นระยะเวลาการพัฒนา ไม่ได้เลือกเทคโนโลยีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิศักย์สูงสุด[464]

อำนาจอธิปไตย

การเลือกแจกจำหน่ายวัคซีนให้แก่ประเทศไม่กี่ประเทศ ซึ่งคนตะวันตกเรียกว่า "vaccine sovereignty" (อธิปไตยวัคซีน) เป็นข้อวิจารณ์ข้อหนึ่งของหุ้นส่วนการพัฒนาวัคซีน[460][465] เช่นหุ้นส่วนระหว่างมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกับแอสตร้าเซนเนก้า ว่าจะเลือกแจกจำหน่ายวัคซีนภายในสหราชอาณาจักรและต่อ "ผู้ให้ราคาสูงสุด" คือสหรัฐ ผู้ได้จ่ายเงินล่วงหน้า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามหมื่นแปดพันล้านบาท) เพื่อคนอเมริกัน แม้ก่อนที่วัคซีนของออกซฟอร์ดหรือของซาโนฟี่จะได้พิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผล[461][466][467] มีความกังวลว่า ประเทศบางประเทศที่ผลิตวัคซีนอาจจำกัดการส่งออกเพื่อตุนวัคซีนโควิดสำหรับประชาชนของตนก่อน[465]

ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลจีนได้ให้คำมั่นสัญญาว่า วัคซีนจีนที่สำเร็จจะเป็น "สินค้าสาธารณะของโลก" (global, public good) คือบอกเป็นนัยว่า จะผลิตวัคซีนให้พอแจกจำหน่ายทั้งในประเทศและนอกประเทศ[468] อนึ่ง ไม่เหมือนกับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ ซึ่งต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำมาก วัคซีนอันเป็นไวรัสฆ่าแล้วของซิโนแว็กและซิโนฟาร์มต้องเก็บไว้ในเพียงตู้เย็นเก็บยาธรรมดา[469] จึงอาจน่าใช้มากกว่าในประเทศกำลังพัฒนา[470]

ในเดือนมิถุนายน สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum Institute of India) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก ได้สิทธิจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าให้ผลิตวัคซีน 1,000 ล้านโดสสำหรับประเทศมีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง[463] โดยครึ่งหนึ่งจะเป็นของอินเดีย[471] ถ้าประเทศออสเตรเลียผลิตวัคซีนด้วย ก็อาจเลือกปฏิบัติเช่นกัน[472]

การเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน

แม่แบบ:หลัก เพราะการพัฒนาและการผลิตวัคซีนแคนดิเดตยังมีผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งอัตราความล้มเหลวสูงในช่วงทดสอบในมนุษย์ องค์กรต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งเซพี องค์การอนามัยโลก และองค์กรวัคซีนการกุศล เช่น มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์และกาวี ได้ระดมทุนเกินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในต้นปีแม่แบบ:Nbsp2020 เพื่อเป็นทุนพัฒนาวัคซีนและเตรียมตัวแจกจำหน่ายให้วัคซีน โดยเฉพาะแก่เด็กในประเทศด้อยพัฒนา[473][45][50][459]

เซพีแถลงการณ์ว่า รัฐบาลต่างแม่แบบ:Nbspๆ ควรจัดระบบจัดสรรวัคซีนที่ยุติธรรมทั่วโลกสำหรับวัคซีนที่จะได้ โดยประสานงานการผลิต การจัดหาทุนและการซื้อ และประกันว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้พัฒนาวัคซีน[35] องค์กรได้ตั้งขึ้นเพื่อเฝ้าตรวจการแจกจำหนายวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่ยุติธรรมไปยังประเทศรายได้น้อยและปานกลาง[465][474] เซพีได้ปรับปรุงนโยบายการเข้าถึงได้อย่างยุติธรรมที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจใช้กับทุนพัฒนาวัคซีนโควิดขององค์กรด้วย คือ

  1. ราคาวัคซีนจะต้องตั้งให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ในอาณาเขตที่ได้รับผลหรืออาจได้รับผลจากการระบาดของโรคที่เงินทุนของเซพีได้ใช้เพื่อพัฒนาวัคซีน
  2. ข้อมูล วิธี และวัสดุต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่ใช้พัฒนาวัคซีนต้องแชร์กับ (หรือถ่ายโอนให้แก่) เซพี เพื่อให้องค์กรสามารถพัฒนาวัคซีนต่อได้ถ้าบริษัทเลิกลงทุนกับวัคซีนแคนดิเดตที่มีอนาคต
  3. เซพีต้องสามารถเข้าถึง หรือสามารถจัดการสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สิทธิบัตร) สำหรับวัคซีนที่มีอนาคต
  4. เซพีจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินที่อาจพอกพูนขึ้นจากการพัฒนาวัคซีนที่เซพีสนับสนุน เพื่อนำกลับไปลงทุนเพื่อสนับสนุนภารกิจขององค์กรในการทำประโยชน์ทางสาธารณสุขในระดับโลก
  5. ความโปร่งใสของข้อมูลในระหว่างหุ้นส่วนการพัฒนาควรใช้เกณฑ์ "WHO Statement on Public Disclosure of Clinical Trial Results" และบังคับให้ตีพิมพ์ผลโดยเข้าถึงได้อย่างเสรี[474]

แต่ผู้ผลิตวัคซีนบางรายก็ต่อต้านข้อเสนอนี้เป็นบางส่วน[460][474]

กลุ่มนานาชาติบางกลุ่ม เช่น Centre for Artistic Activism และ Universities Allied for Essential Medicines สนับสนุนให้เข้าถึงวัคซีนโควิดที่อนุมัติได้อย่างยุติธรรม[475][476] นักวิทยาศาสตร์สนับสนุนให้องค์การอนามัยโลก เซพี บริษัท และรัฐบาลร่วมมือกันเพื่อจัดสรรวัคซีนโควิดที่จะได้โดยกำหนดด้วยความเสี่ยงต่อโรค[465][474] โดยเฉพาะการให้วัคซีนก่อนอย่างเร่งด่วนแก่บุคลากรทางแพทย์ กลุ่มประชากรที่อ่อนแอ และเด็ก[31][459][460] ในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020 องค์การอนามัยโลก กาวี และเซพี ได้รวมกำลังก่อตั้งโคแว็กซ์ ซึ่งเป็นโปรแกรมประสานงานสร้างวัคซีนที่เข้าถึงได้อย่างยุติธรรมทั่วโลก[83][46]

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติและบุคคลที่เป็นห่วงจำนวนหนึ่ง (รวมทั้งบุคลากรขององค์กรทางศาสนา) ได้ร้องให้ทำวัคซีนโควิดให้เป็นสาธารณสมบัติ ตามตัวอย่างการพัฒนาวัคซีนโปลิโอโดยแพทย์ชาวอเมริกันโจนัส ซอล์กผู้ไม่ได้จดสิทธิบัตร วัคซีนโควิด-19 ที่ได้ผลควรจะได้อนุมัติและผลิตในประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ และศูนย์การผลิตยาทั่วโลก เพื่อให้สามารถแจกจำหน่ายได้อย่างยุติธรรมและมีราคาถูกยิ่งขึ้นในระดับโลก[477]

โซ่อุปทาน

ในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2021 และหลังจากนั้น การแจกจำหน่ายวัคซีนโควิดต้องอาศัยการขนส่งและการติดตามวัคซีนถึง 10,000-19,000 ล้านขวด ซึ่งจะเป็นความท้าทายทางโซ่อุปทานอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์[28][478][471] จนถึงเดือนกันยายน 2020 ผู้เชี่ยวชาญทางโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ก็ยังแสดงความเป็นห่วงว่า เครือข่ายทั้งภายในประเทศและนานาชาติที่มีอยู่แล้วเพื่อแจกจำหน่ายวัคซีนอาจไม่พอรับรองจำนวนหรือความเร่งด่วนของวัคซีนโควิด เพราะสมรรถภาพการขนส่งได้เสื่อมลงเหตุการล็อกดาวน์และการลดจำนวนพนักงานในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020[478][479][480] เมื่อกล่าวถึงความท้ายทายต่อองค์กรที่ต้องประสานงานกันต่างแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งโปรแกรมโคแว็กซ์ บริษัทยาสากล ผู้รับจ้างผลิตวัคซีน บริษัทขนส่งทั้งในประเทศและนานาชาติ คลังจัดเก็บวัคซีน และองค์กรสาธารณสุขในแต่ละประเทศ ประธานบริหารของกาวีได้ระบุว่า "การส่งวัคซีนเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านโดสไปทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพจะมีอุปสรรคทางโลจิสติกส์และทางแผนการที่ซับซ้อนอย่างยิ่งตลอดทั้งโซ่อุปทาน"[481]

ตัวอย่างที่เน้นความใหญ่โตของปัญหาก็คือ สมาคมการขนส่งทางอากาศนานาชาติ (International Air Transport Association, IATA) ระบุว่า จะต้องมีเครื่องบินขนส่งโบอิง 747 ซึ่งประกอบกับตู้เย็นวัคซีนพิเศษที่รักษาอุณหภูมิอย่างแม่นยำถึง 8,000แม่แบบ:Nbspลำเพื่อใช้ส่งยาเพียงโดสหนึ่งไปยังประเทศเกิน 200 ประเทศทั่วโลก[482] โดยกาวีก็ระบุอีกว่า "สำหรับการระบาดทั่วที่แพร่ไปอย่างรวดเร็ว จะไม่มีใครปลอดภัยยกเว้นทุกคนปลอดภัย"[83]

เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีวัคซีนและงานวิจัยทางคลินิกระยะต้นแม่แบบ:Nbspๆ ที่ได้เงินทุนเป็นพันแม่แบบ:Nbspๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โซ่อุปทานที่จำเป็นหลังวัคซีนได้อนุมัติกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าในด้านการวางแผน การประสานงาน ความมั่นคงปลอดภัย และการลงทุน[478][479][483] ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ทรัพยากรเพื่อแจกจำหน่ายวัคซีนในประเทศที่มีรายได้ต่ำจนถึงปานกลาง (รวมทั้งประเทศไทย) โดยเฉพาะในการให้วัคซีนแก่เด็ก อาจไม่เพียงพอหรือไม่มีเลย แต่อาจปรับปรุงโดยมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดได้ถ้าสามารถซื้อและแจกจำหน่ายในระดับภูมิภาคหรือระดับชาติ[83][484]

ในเดือนกันยายน โปรแกรมโคแว็กซ์รวมประเทศ 172 ประเทศซึ่งประสานแผนงานเพื่อให้ได้โซ่อุปทานของวัคซีนโควิดที่ดีสุด[485] และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติก็ได้เข้าร่วมกับโคแว็กซ์เพื่อตระเตรียมเงินทุนและโซ่อุปทานเพื่อให้วัคซีนแก่เด็กในประเทศกำลังพัฒนา 92 ประเทศ[486][487]

โลจิสติกส์

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม การมีระบบโลจิสติกส์ในการให้วัคซีนจะช่วยให้มีเครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากร และวัคซีนที่ได้อนุมัติอย่างข้ามพรมแดน[488] ซึ่งอาจรวมการจัดการและเฝ้าสอดส่องวัคซีน การบริหารการเก็บและขนส่งที่ต้องใช้ตู้เย็น และความปลอดภัยในการแจกจำหน่ายวัคซีนภายในระบบ[489] เป้าของโปรแกรมโคแว็กซ์ก็เพื่อรวมศูนย์และจัดการทรัพยากรทางโลจิสติกส์อย่างยุติธรรมในบรรดาประเทศที่เข้าร่วมด้วย โดยรวมเข้าด้วยกันซึ่งการผลิต การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโซ่อุปทานโดยทั่วไป[83][483]และมีเครื่องมือในการพยากรณ์วัคซีน การประเมินความต้องการ การบริหารวัคซีนภายในประเทศ การจัดการวัคซีนที่อาจเสีย และการบริหารวัคซีนในคลัง[489] ปัจจัยทางโลจิสติกส์อื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่จะทำในระดับนานาชาติเมื่อแจกจำหน่ายวัคซีนโควิดอาจรวม[478][490][491]แม่แบบ:Div col

  • การสืบติดตามวัคซีนแต่ละขวดได้ผ่านบาร์โค้ด
  • การแชร์ผลการตรวจสอบ (audit) ผู้จัดจำหน่าย
  • การแชร์ระบบติดตามขวดวัคซีนเริ่มจากผู้ผลิตไปจนถึงบุคคลที่ได้วัคซีน
  • การใช้อุปกรณ์สอดส่องอุณหภูมิของวัคซีน
  • การตรวจและการประกันความเสถียรของอุณหภูมิ
  • เทคโนโลยีการบรรจุและการขนส่งใหม่แม่แบบ:Nbsp
  • การเก็บสะสมวัคซีนในคลัง
  • การจัดการเครื่องมือเครื่องใช้ภายในประเทศ (อุปกรณ์ป้องกันโรค สารทำให้เจือจาง กระบอกฉีดยา เข็มฉีดยา จุก เชื้อเพลิงหรือแหล่งพลังงานสำหรับตู้เย็นเก็บวัคซีน การจัดการของเสีย/ขยะ เป็นต้น)
  • เทคโนโลยีการสื่อสาร
  • การบริหารผลต่อสิ่งแวดล้อมในแต่ละประเทศแม่แบบ:Div col end

ตามผู้ผลิตวัคซีนรายหนึ่ง ปัญหาทางโลจิสติกส์ในขั้นใดขั้นหนึ่งอาจสะดุดโซ่อุปทานทั้งโซ่[492] และถ้าโซ่อุปทานของวัคซีนล้มเหลว ความเสียหายทางเศรษฐกิจและทางมนุษยชนเหตุการระบาดทั่วอาจยืดยาวเป็นปีแม่แบบ:Nbsp[480]

กำลังการผลิต

จนถึงเดือนสิงหาคม 2020 แม้เมื่อมีวัคซีนแคนดิเดตเพียงไม่กี่อย่างที่กำลังทดลองทางคลินิกในระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 โดยยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนเพื่อกำหนดความปลอดภัยและประสิทธิศักย์ รัฐบาลต่างแม่แบบ:Nbspๆ ก็ได้สั่งวัคซีนล่วงหน้ามากกว่า 2,000 ล้านโดสโดยมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 158,000 ล้านบาท)[471][492][493] รัฐบาลอังกฤษได้สั่งวัคซีนสำหรับปีแม่แบบ:Nbsp2021 ล่วงหน้าเป็นจำนวน 5แม่แบบ:Nbspโดสต่อประชากรหนึ่งคน เป็นจำนวนที่ก่อความท้อใจแก่องค์กรต่างแม่แบบ:Nbspๆ เช่น องค์การอนามัยโลกและกาวีซึ่งกำลังโปรโมตการเข้าถึงวัคซีนอย่างยุติธรรมและทั่วถึงกันโดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา[471] ในเดือนกันยายน เซพีให้ทุนสนับสนุนทั้งงานวิจัยพื้นฐานและการทดลองทางคลินิกสำหรับวัคซีนแคนดิเดต 9แม่แบบ:Nbspอย่าง โดยมีอีก 9แม่แบบ:Nbspอย่างที่กำลังประเมิน และตกลงจะผลิตวัคซีนที่ได้อนุมัติ 3แม่แบบ:Nbspอย่างเป็นจำนวน 2,000 ล้านโดสไม่เกินปีแม่แบบ:Nbsp2021[485] ทั่วไปแล้วก่อนปีแม่แบบ:Nbsp2022 ทั่วโลกอาจผลิตวัคซีนระหว่างเจ็ดพันถึงหมื่นล้านโดส แต่การสั่งวัคซีนล่วงหน้าของประเทศร่ำรวยก็อาจทำให้วัคซีนไม่มีสำหรับประเทศที่ยากจน[28][492][471]

หลังจากเข้าร่วมโปรแกรมโคแว็กซ์ในเดือนตุลาคม จีนก็ระบุว่าจะผลิตวัคซีน 600 ล้านโดสก่อนสิ้นปีแม่แบบ:Nbsp2020 และผลิตอีกพันล้านโดสในปีแม่แบบ:Nbsp2021 แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจำนวนเท่าไรจะใช้ในจีนเองซึ่งมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน[494] ซิโนฟาร์มกล่าวว่า บริษัทอาจมีกำลังผลิตวัคซีนเกิน 1,000 ล้านโดสในปีแม่แบบ:Nbsp2021[495] โดยหุ้นส่วนในดูไบคือบริษัท G42 Healthcare ก็มุ่งจะผลิตให้ได้ถึง 100 ล้านโดสในปีแม่แบบ:Nbsp2021 ให้ใช้ในตะวันออกกลาง[496] ส่วนซิโนแว็กก็กล่าวว่า บริษัทมุ่งสร้างโรงงานที่สองให้เสร็จปลายปีแม่แบบ:Nbsp2020 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตวัคซีน CoronaVac เป็น 600 ล้านโดสซึ่งเป็นทวีคูณจากจำนวนเดิม[497] โดยหุ้นส่วนในบราซิลคือ Instituto Butantan มีแผนจะผลิตให้ถึง 100 ล้านโดส[498] และหุ้นส่วนในอินโดนีเซียคือ Bio Farma ก็มีแผนจะผลิตให้ได้ 250 ล้านโดส[499]

สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียมีแผนจะผลิตวัคซีนอย่างน้อย 1,000 ล้านโดส แต่ก็ระบุแล้วว่าครึ่งหนึ่งจะใช้ในอินเดีย[471]

ส่วนประธานบริหารของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าระบุว่า "ปัญหาไม่ใช่การผลิตวัคซีนเอง มันอยู่ที่ขวดบรรจุ คือโลกไม่มีขวดบรรจุพอ"[500] เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการสั่งขวดเป็นจำนวนมาก บริษัทผลิตภัณฑ์แก้วอเมริกันรายหนึ่งได้ลงทุน 163 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,100 ล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานผลิตขวดวัคซีน[501] แต่การมีแก้วพอและการควบคุมความปนเปื้อนก็อาจเป็นปัญหา[502] ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายการผลิตสูงขึ้นและกำไรน้อยลงสำหรับผู้พัฒนาวัคซีน ในสถานการณ์ที่เรียกร้องให้วัคซีนมีราคาพอจ่ายไหว[83][471][480]

วัคซีนต้องดูแลและขนส่งตามกฎควบคุมสากล [[การเก็บวัคซีน|ต้องรักษาไว้ที่อุณหภูมิอันแน่นอนต่างแม่แบบ:Nbspๆ กัน]]แล้วแต่เทคโนโลยีของวัคซีน และต้องใช้ก่อนเสื่อมเมื่อเก็บไว้ในคลัง[471][492] โซ่อุปทานของวัคซีนโควิดคาดว่าจะมีขนาดมหึมาเพื่อให้ส่งไปยังประชากรทั่วโลกได้[28][479] สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมตัวการขนส่งเยี่ยงนี้รวมอุปกรณ์และคลังเก็บที่ควบคุมอุณหภูมิ โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม บุคลากรที่ได้ฝึกเพื่อให้วัคซีน และการเฝ้าติดตามอย่างระมัดระวัง[479][481][486] จะมีการใช้อาร์เอฟไอดี (การระบุตัวด้วยคลื่นวิทยุ) เพื่อติดตามและยืนยันวัคซีนของจริงโดยเริ่มจากผู้ผลิต ไปตามโซ่อุปทาน จนถึงผู้ได้วัคซีน[503]

แม่แบบ:Anchor

โซ่เย็น (cold chain)

แม่แบบ:ข้อมูลเพิ่มเติม วัคซีนและตัวเสริมไม่เสถียรโดยธรรมชาติเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน จึงทำให้ต้องมี "โซ่เย็น" (cold chain) คือมีการแช่เย็นในการขนส่งและการเก็บตลอดโซ่อุปทาน ปกติที่อุณหภูมิราว2–8 องศาเซลเซียส[491][504] เพราะวัคซีนโควิดใช้เทคโนโลยีต่างแม่แบบ:Nbspๆ จึงก่อปัญหาใหม่แม่แบบ:Nbspๆ ในการจัดการบริหารโซ่เย็น มีวัคซีนบางอย่างที่เสถียรเมื่อแช่แข็งแต่ไม่คงตัวเมื่อเจอความร้อน บางอย่างไม่ควรแช่แข็งเลย และบางอย่างเสถียรตลอดทุกอุณหภูมิ[504] ความเสียหายเหตุการแช่แข็งและการฝึกบุคลากรในพื้นที่ไม่ดีพอจึงอาจเป็นปัญหาสำคัญ[505]

ถ้าวัคซีนโควิดมากกว่าหนึ่งอย่างได้อนุมัติ โซ่เย็นวัคซีนอาจต้องแก้ปัญหาความไวอุณหภูมิในระดับต่างแม่แบบ:Nbspๆ ข้ามประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ ที่มีภูมิอากาศต่างแม่แบบ:Nbspๆ และมีทรัพยากรในพื้นที่เพื่อรักษาอุณหภูมิต่างแม่แบบ:Nbspๆ กัน[504] วัคซีนของซิโนฟาร์มและซิโนแว็กเป็นตัวอย่างของวัคซีนอันใช้ไวรัสที่ฆ่าแล้วซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่แม่แบบ:Nbsp3 อันสามารถขนส่งโดยระบบโซ่เย็นที่มีอยู่แล้วได้ กล่าวคือสามารถแช่เย็นในอุณหภูมิระหว่าง 2–8 องศาเซลเซียส[506][507]

วัคซีนอาร์เอ็นเออาจมีความยากลำบากในการผลิตในปริมาณมากแม่แบบ:Nbspๆ หรือรักษาไว้ไม่ให้เสื่อม คือต้องใช้ตู้แช่แข็งอุณหภูมิต่ำพิเศษเพื่อเก็บในคลังและในการขนส่ง[480] ยกตัวอย่างเช่น วัคซีนอาร์เอ็นเอของโมเดอร์นาต้องใช้โซ่เย็นเพียงแค่เหนือจุดเยือกแข็งโดยเก็บได้เป็นเวลาจำกัด แต่วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทคต้องเก็บในตู้แช่แข็งอุณหภูมิต่ำ −80 ถึง −60 องศาเซลเซียสตลอดการขนส่งจนถึงจุดให้วัคซีน[508][509]

หลังจากเจาะขวดวัคซีนด้วยเข็มฉีดแล้ว ก็จะใช้ได้เพียงแค่ 6 ชม. แล้วก็ต้องทิ้งไป หน่วยบริการในพื้นที่จึงต้องบริหารการแช่แข็งและการให้วัคซีน[28][510] เพราะวัคซีนโควิดน่าจะขลาดแคลนเมื่อเริ่มใช้ในเบื้องต้น บุคลากรก็จะต้องหลีกเลี่ยงการทำของเสีย ซึ่งปกติอาจจะถึงร้อยละ 30 ของวัคซีนที่มี[478][510] โซ่อุปทานยังอาจมีปัญหากับวิธีการขนส่งวัคซีนในพื้นที่ชนบท เช่น ด้วยจักรยานยนต์หรือด้วยโดรนส่งของ กับการต้องให้วัคซีนครั้งที่สอง กับการใช้สารทำให้เจือจาง กับการเข้าถึงกลุ่มประชากรเป้าหมาย เช่น บุคลากรทางแพทย์ เด็ก และคนชรา[28][486][511]

การขนส่งทางอากาศและทางบก

การประสานงานเครื่องบินขนส่งระดับนานาชาติจำเป็นในการแจกจำหน่ายวัคซีนโควิดที่มีจำกัดเวลาและอุณหภูมิ แต่จนถึงเดือนกันยายน 2020 เครือข่ายขนส่งเช่นนี้ก็ยังไม่พร้อมขนส่งวัคซีนในระดับนานาชาติ[479][482][512] ประธานบริหารของสมาคมการขนส่งทางอากาศนานาชาติ (แม่แบบ:Abbr) ได้กล่าวในเดือนกันยายนว่า "การขนส่งวัคซีนโควิด-19 อย่างปลอดภัยจะเป็นภาระหน้าที่ซึ่งศตวรรษหนึ่งมีครั้งเดียวของอุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศทั่วโลก แต่นี่เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่วางแผนล่วงหน้าอย่างระมัดระวัง ซึ่งต้องทำเดี๋ยวนี้ เราวิงวอนให้รัฐบาลเป็นผู้นำในการอำนวยการร่วมมือกันตลอดโซ่โลจิสติกส์เพื่อจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก ความมั่นคงและปลอดภัย และกระบวนการตรวจที่ชายแดนให้พร้อมกับงานขนาดยักษ์และซับซ้อนข้างหน้านี้"[512]

เพราะการลดจำนวนผู้โดยสารทางอากาศอย่างหนักในช่วงปีแม่แบบ:Nbsp2020 สายการบินต่างแม่แบบ:Nbspๆ จึงได้ไล่พนักงานออก ลดจุดหมายที่บริการ และนำเครื่องบินไปเก็บในโรงเก็บระยะยาว[479][512] ดังนั้น องค์กรผู้นำในการซื้อหาและแจกจำหน่ายวัคซีนโควิดภายในโปรแกรมโคแว็กซ์คือกาวีและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ จึงกำลังเตรียมตัวส่งวัคซีนเป็นจำนวนมากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่เคยมี โดยประสานงานกับบริษัทขนส่งทางอากาศนานาชาติ การควบคุมคนเข้าเมืองและการตรวจอากรสินค้า และการใช้บริการของเครื่องบินขนส่งอาจถึง 8,000แม่แบบ:Nbspลำเพียงแค่จะส่งวัคซีนโดสเดียวไปยังประเทศต่างแม่แบบ:Nbsp[486][512]

วัคซีนสองอย่างแรกแม่แบบ:Nbspๆ ที่ได้อนุมัติคือ Tozinameran ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค และ mRNA-1273 ของโมเดอร์นาต้องแช่แข็งในระหว่างการขนส่ง โดยใช้ตู้บรรจุที่ออกแบบเป็นพิเศษแม่แบบ:Efn-ua และน้ำแข็งแห้ง แต่น้ำแข็งแห้งก็ปกติอนุญาตเป็นจำนวนจำกัดบนเครื่องบินเพราะแก๊สจากการการระเหิดอาจเป็นพิษ ในสหรัฐ องค์การบริหารการบินแห่งชาติจำกัดจำนวนน้ำแข็งแห้งสำหรับเครื่องบินโบอิง 777 เพียงแค่ 1.4แม่แบบ:Nbspตัน แต่ก็อนุญาตชั่วคราวให้สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ขนส่งถึง 6.8แม่แบบ:Nbspตัน คือเป็นวัคซีนเกือบ 1 ล้านโดส ระหว่างกรุงบรัสเซลส์จนถึงเมืองชิคาโก อเมริกันแอร์ไลน์ โบอิง และเดลตาแอร์ไลน์ก็กำลังเพิ่มสมรรถภาพการขนส่งน้ำแข็งแห้งสำหรับเที่ยวบิน โดยสายการบินอเมริกัน เดลตา และยูไนเต็ดต่างก็มีเครือข่ายขนส่งสินค้าแช่เย็นในสหรัฐของตนแม่แบบ:Nbspๆ ส่วนเฟดเอกซ์และยูพีเอสได้ติดตั้งตู้แช่เข็งเย็นพิเศษที่ศูนย์เครื่องบินขนส่งในยุโรปและอเมริกาเหนือ[513]

ความมั่นคงปลอดภัยและคอรัปชั่น

ยาเป็นสินค้าปลอมที่มีค่ามากที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าเกิน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งทำให้วัคซีนโควิดอันมีความต้องการอย่างยิ่งเสี่ยงถูกปลอม ถูกขโมย เสี่ยงการฉ้อฉลและการโจมตีทางไซเบอร์ (cyberattack) ตลอดโซ่อุปทาน[483][514] จนกระทั่งถึงเรียกวัคซีนว่าเป็น "ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในโลก" โดยตำรวจสากลเรียกมันว่า "ทองเหลว" และเตือนถึงการมีอาชญากรรมประเภทต่างแม่แบบ:Nbspๆ เกิดขึ้นพร้อมแม่แบบ:Nbspๆ กัน[515] ระบบป้องกันคอรัปชั่น การสร้างความโปร่งใส การระบุหน้าที่รับผิดชอบก็กำลังตั้งขึ้นเพื่อลดและกำจัดคอรัปชั่นเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ของวัคซีนโควิด[514][516] แต่การไร้กฎหมายที่มีโครงสร้างเดียวกันระหว่างประเทศต่างแม่แบบ:Nbspๆ การไร้สมรรถภาพทางเทคโนโลยี วัคซีนที่มีจำกัด และความไม่สามารถระบุหรือติดตามวัคซีนของจริงหรือของปลอม ก็อาจเป็นอัตรายต่อชีวิตของผู้ได้วัคซีน และอาจทำให้การระบาดทั่วของโควิดไม่สิ้นสุด[514] ดังนั้น ผู้ผลิตวัคซีนจึงใช้เทคโนโลยีติดตามเพื่อตามขวดวัคซีนไปจนตลอดโซ่อุปทาน[483] และใช้เครื่องมือดิจิตัลแบบชีวมาตร (biometric) เพื่อสร้างความปลอดภัยสำหรับวัคซีน[503][517]

ในเดือนธันวาคม 2020 ตำรวจสากลเตือนว่า พวกมาเฟียอาจแทรกตัวเข้าไปในโซ่อุปทานของวัคซีนแล้วขโมยวัคซีนหรือขโมยข้อมูล หรือแม้แต่ขายชุดวัคซีนปลอม[518] อนึ่ง วัคซีนที่ต้องแช่แข็งอยู่ตลอดก็เสี่ยงต่อวินาศกรรมด้วย[515]

อุปกรณ์จีพีเอสจะใช้ติดตามวัคซีนในสหรัฐ ในรัฐโคโลราโด เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐจะตามคุ้มครองวัคซีนที่ส่งจากท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ไปยังศูนย์ส่งต่อวัคซีนต่างแม่แบบ:Nbspๆ ในรัฐ 8แม่แบบ:Nbspแห่ง โดยแผนการขนส่งจะเก็บเป็นความลับและเจ้าหน้าที่จะอำพรางปิดบังภารกิจ[519]

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ยังอาจเกิดผลกระทบด้วย นักวิเคราะห์ทางความมั่นคงปลอดภัยของบริษัทไอบีเอ็มได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ว่า บริษัทเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียมได้กลายเป็นเป้าสำหรับนักเลงคอมพิวเตอร์เพราะบทบาทสำคัญของบริษัทในการผลิตน้ำแข็งแห้ง[515]

โครงสร้างพื้นฐานของชาติ

องค์การอนามัยโลกได้สร้างระบบบริหารวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Vaccine Management)[520] ซึ่งรวมการจัดลำดับความสำคัญเพื่อเตรียมบุคลากรทั้งประจำประเทศและส่วนภูมิภาค เตรียมสถานบริการเพื่อแจกจำหน่ายวัคซีนรวมทั้งแม่แบบ:Div col

  • ฝึกบุคลากรให้สามารถจัดการวัคซีนที่มีเวลาและอุณหภูมิจำกัด
  • ระบบการเฝ้าสอดส่องที่ทนทานเพื่อให้สามารถเก็บและขนส่งวัคซีนได้ดีที่สุด
  • การมีอุปกรณ์และสถานที่ที่ควบคุมอุณหภูมิได้
  • การติดตามวัคซีนได้
  • ความปลอดภัย

แม่แบบ:Div col end

กระบวนการตรวจเมื่อเข้าเมืองเพื่อให้จัดการวัคซีนและผ่านกงศุลได้อย่างมีประสิทธิภาพในประเทศแต่ละประเทศอาจรวม[488][520]

  • อำนวยความสะดวกแก่สายการบิน
  • ยกเว้นเจ้าหน้าที่เครื่องบินจากการกักด่าน
  • สร้างระบบปฏิบัติการที่ยืดหยุ่นได้เพื่อให้ใช้ในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดลำดับให้เครื่องบินขนส่งลงก่อนเพื่อรักษาอุณหภูมิวัคซีน

ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์

วันที่แม่แบบ:Nbsp4 กุมภาพันธ์ 2020 เลขาธิการกระทรวงบริการทางสาธารณสุขและมนุษย์สหรัฐได้ประกาศยกเว้นความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้สู้กับโควิด-19 คือ วัคซีนอะไรก็ได้ ที่ใช้รักษา วินิจฉัย ป้องกัน หรือลดอาการโควิด-19 หรือลดการแพร่เชื้อของ SARS-CoV-2 หรือของไวรัสที่กลายพันธุ์จากนั้น และระบุว่า ประกาศนี้กันการฟ้องคดีเกี่ยวกับความรับผิดชอบว่า ผู้ผลิตวัคซีนประมาทเลินเล่อ หรือแพทย์พยาบาลประมาทเลินเล่อเพราะให้ยาผิดขนาด/ผิดประเภท หากไม่ได้จงใจประพฤติไม่ชอบในหน้าที่[521] ประกาศนี้มีผลในสหรัฐจนกระทั่งถึงวันที่แม่แบบ:Nbsp1 ตุลาคม 2024

ข้อมูลผิดแม่แบบ:Nbsp

สื่อสังคมได้ช่วยสนับสนุนทฤษฎีสมคบคิดที่อ้างว่า วัคซีนโควิด-19 มีอยู่แล้วเมื่อจริงแม่แบบ:Nbspๆ ยังไม่มี และจริงแม่แบบ:Nbspสิทธิบัตรที่บทความต่างแม่แบบ:Nbspๆ ได้อ้างผิดแม่แบบ:Nbspๆ ก็เป็นสิทธิบัตรสำหรับลำดับดีเอ็นเอและวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นแม่แบบ:Nbspๆ เช่น ไวรัสโคโรนาโรคซาร์ส ไม่ใช่สำหรับโควิด[522][523]

ในวันที่แม่แบบ:Nbsp21 พฤษภาคม 2020 องค์การอาหารและยาสหรัฐได้แถลงการณ์ว่า ได้ยื่นคำสั่งให้หยุดและไม่กระทำอีกต่อบริษัทในเมืองซีแอตเทิลคือ North Coast Biologics ผู้ได้ขายยาซึ่งอ้างว่าเป็น "วัคซีนโปรตีน spike ของ nCoV19"[524]

ดูเพิ่ม

เชิงอรรถ

แม่แบบ:Notelist-ua

อ้างอิง

แม่แบบ:รายการอ้างอิง

อ่านเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น

แม่แบบ:วิกิคำคมอังกฤษ

แม่แบบ:วัคซีน

  1. แม่แบบ:Cite journal แม่แบบ:PMC. PMID แม่แบบ:Url.
  2. แม่แบบ:Cite news
  3. แม่แบบ:Cite web
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 แม่แบบ:Cite web
  5. แม่แบบ:Cite web
  6. แม่แบบ:Cite news
  7. แม่แบบ:Cite journal
  8. แม่แบบ:Cite ssrn
  9. แม่แบบ:Cite journal
  10. แม่แบบ:Cite web
  11. แม่แบบ:Cite web
  12. แม่แบบ:Cite web
  13. แม่แบบ:Cite web
  14. 14.0 14.1 แม่แบบ:Cite journal
  15. 15.0 15.1 15.2 แม่แบบ:Cite journal
  16. แม่แบบ:Cite journal
  17. แม่แบบ:Cite journal
  18. แม่แบบ:Cite journal
  19. แม่แบบ:Cite journal
  20. แม่แบบ:Cite journal
  21. แม่แบบ:Cite journal
  22. 22.0 22.1 แม่แบบ:Cite journal
  23. แม่แบบ:Cite web
  24. แม่แบบ:Cite journal
  25. แม่แบบ:Cite journal
  26. แม่แบบ:Cite journal
  27. แม่แบบ:Cite journal
  28. 28.00 28.01 28.02 28.03 28.04 28.05 28.06 28.07 28.08 28.09 28.10 28.11 28.12 28.13 28.14 28.15 แม่แบบ:Cite web
  29. แม่แบบ:Cite web
  30. 30.00 30.01 30.02 30.03 30.04 30.05 30.06 30.07 30.08 30.09 30.10 30.11 30.12 30.13 30.14 30.15 30.16 30.17 30.18 30.19 แม่แบบ:Cite journal
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 31.4 31.5 31.6 31.7 แม่แบบ:Cite journal
  32. แม่แบบ:Cite journal
  33. แม่แบบ:Cite web
  34. 34.0 34.1 34.2 34.3 34.4 34.5 34.6 34.7 แม่แบบ:Cite web
  35. 35.0 35.1 35.2 35.3 35.4 35.5 แม่แบบ:Cite journal
  36. แม่แบบ:Cite news
  37. 37.00 37.01 37.02 37.03 37.04 37.05 37.06 37.07 37.08 37.09 37.10 37.11 37.12 37.13 แม่แบบ:Cite journal
  38. แม่แบบ:Cite news
  39. แม่แบบ:Cite web
  40. แม่แบบ:Cite web
  41. แม่แบบ:Cite web
  42. 42.0 42.1 แม่แบบ:Cite web
  43. 43.0 43.1 43.2 43.3 แม่แบบ:Cite web
  44. แม่แบบ:Cite web
  45. 45.0 45.1 45.2 แม่แบบ:Cite web
  46. 46.0 46.1 แม่แบบ:Cite web
  47. แม่แบบ:Cite web
  48. 48.0 48.1 แม่แบบ:Cite web
  49. แม่แบบ:Cite web
  50. 50.0 50.1 50.2 แม่แบบ:Cite web
  51. แม่แบบ:Cite news
  52. แม่แบบ:Cite news
  53. แม่แบบ:Cite news
  54. 54.00 54.01 54.02 54.03 54.04 54.05 54.06 54.07 54.08 54.09 54.10 54.11 54.12 54.13 แม่แบบ:Cite news
  55. 55.00 55.01 55.02 55.03 55.04 55.05 55.06 55.07 55.08 55.09 แม่แบบ:Cite news
  56. แม่แบบ:Cite news
  57. แม่แบบ:Cite web
  58. แม่แบบ:Cite web
  59. แม่แบบ:Cite web
  60. แม่แบบ:Cite news
  61. แม่แบบ:Cite web
  62. แม่แบบ:Cite news
  63. 63.0 63.1 แม่แบบ:Cite news
  64. แม่แบบ:Cite news
  65. แม่แบบ:Cite news
  66. แม่แบบ:Cite web
  67. แม่แบบ:Cite web
  68. แม่แบบ:Cite web
  69. แม่แบบ:Cite web
  70. แม่แบบ:Cite web
  71. แม่แบบ:Cite web
  72. 72.0 72.1 แม่แบบ:Cite news
  73. แม่แบบ:Cite web
  74. 74.0 74.1 แม่แบบ:Cite news
  75. แม่แบบ:Cite web
  76. แม่แบบ:Cite news
  77. แม่แบบ:Cite web
  78. 78.0 78.1 แม่แบบ:Cite web
  79. 79.0 79.1 79.2 79.3 79.4 แม่แบบ:Cite web
  80. 80.0 80.1 แม่แบบ:Cite journal
  81. แม่แบบ:Cite web
  82. แม่แบบ:Cite web
  83. 83.0 83.1 83.2 83.3 83.4 83.5 83.6 แม่แบบ:Cite web
  84. แม่แบบ:Cite web
  85. แม่แบบ:Cite news
  86. แม่แบบ:Cite news
  87. แม่แบบ:Cite journal
  88. 88.0 88.1 88.2 88.3 แม่แบบ:Cite web
  89. แม่แบบ:Cite news
  90. แม่แบบ:Cite web
  91. 91.0 91.1 91.2 91.3 91.4 91.5 91.6 แม่แบบ:Cite journal
  92. แม่แบบ:Cite web
  93. 93.0 93.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ bna
  94. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ uae
  95. แม่แบบ:Cite news
  96. 96.0 96.1 แม่แบบ:Cite news
  97. แม่แบบ:Cite press release
  98. แม่แบบ:Cite journal
  99. แม่แบบ:Cite news
  100. 100.0 100.1 แม่แบบ:Cite web
  101. 101.0 101.1 101.2 แม่แบบ:Cite web
  102. 102.0 102.1 102.2 102.3 102.4 แม่แบบ:Cite journal
  103. แม่แบบ:Cite web
  104. แม่แบบ:Cite web
  105. แม่แบบ:Cite web
  106. 106.0 106.1 แม่แบบ:Cite web
  107. แม่แบบ:Cite web
  108. แม่แบบ:Cite web
  109. แม่แบบ:Cite news
  110. แม่แบบ:Cite techreport
  111. 111.0 111.1 แม่แบบ:Cite web
  112. แม่แบบ:Cite web
  113. แม่แบบ:Cite web
  114. แม่แบบ:Cite news
  115. แม่แบบ:Cite web
  116. แม่แบบ:Cite web
  117. แม่แบบ:Cite techreport
  118. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ nature-jnj
  119. 119.0 119.1 แม่แบบ:Cite journal
  120. แม่แบบ:Cite journal
  121. แม่แบบ:Cite news
  122. แม่แบบ:Cite web
  123. แม่แบบ:Cite news
  124. แม่แบบ:Cite web
  125. แม่แบบ:Cite news
  126. แม่แบบ:Cite web
  127. แม่แบบ:Cite web
  128. แม่แบบ:Cite journal
  129. 129.0 129.1 แม่แบบ:Cite web
  130. แม่แบบ:Cite web
  131. แม่แบบ:Cite journal
  132. แม่แบบ:Cite news
  133. แม่แบบ:Cite news
  134. แม่แบบ:Cite web
  135. 135.0 135.1 แม่แบบ:Cite news
  136. แม่แบบ:Cite news
  137. 137.0 137.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ NCT04741061
  138. แม่แบบ:Cite press release
  139. แม่แบบ:Cite web
  140. แม่แบบ:Cite journal
  141. 141.0 141.1 แม่แบบ:Cite news
  142. แม่แบบ:Cite journal
  143. แม่แบบ:Cite journal
  144. แม่แบบ:Cite news
  145. 145.0 145.1 145.2 แม่แบบ:Cite journal
  146. แม่แบบ:Cite journal
  147. แม่แบบ:Cite report
  148. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ NCT04646590
  149. แม่แบบ:Cite news
  150. แม่แบบ:Cite journal
  151. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ RPCEC00000359
  152. 152.0 152.1 แม่แบบ:Cite news
  153. แม่แบบ:Cite web
  154. แม่แบบ:Cite news
  155. 155.0 155.1 แม่แบบ:Cite news
  156. แม่แบบ:Cite web
  157. แม่แบบ:Cite web
  158. แม่แบบ:Cite web
  159. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ NCT04852705
  160. แม่แบบ:Cite web
  161. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ IRCT20201202049567N3
  162. แม่แบบ:Cite web
  163. 163.0 163.1 แม่แบบ:Cite web
  164. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ RPCEC00000354
  165. 165.0 165.1 แม่แบบ:Cite web
  166. แม่แบบ:Cite news
  167. แม่แบบ:Cite news
  168. แม่แบบ:Cite web
  169. แม่แบบ:Cite web
  170. แม่แบบ:Cite news
  171. แม่แบบ:Cite journal
  172. แม่แบบ:Cite journal
  173. แม่แบบ:Cite news
  174. แม่แบบ:Cite journal
  175. แม่แบบ:Cite journal
  176. แม่แบบ:Cite journal
  177. แม่แบบ:Cite web
  178. แม่แบบ:Cite web
  179. แม่แบบ:Cite web
  180. แม่แบบ:Cite press release
  181. แม่แบบ:Cite web
  182. แม่แบบ:Cite web
  183. แม่แบบ:Cite news
  184. แม่แบบ:Cite web
  185. แม่แบบ:Cite news
  186. แม่แบบ:Cite web
  187. แม่แบบ:Cite web
  188. แม่แบบ:Cite web
  189. แม่แบบ:Cite web
  190. แม่แบบ:Cite news
  191. แม่แบบ:Cite web
  192. แม่แบบ:Cite web
  193. แม่แบบ:Cite web
  194. แม่แบบ:Cite web
  195. แม่แบบ:Cite web
  196. แม่แบบ:Cite web
  197. แม่แบบ:Cite news
  198. แม่แบบ:Cite news
  199. แม่แบบ:Cite web
  200. แม่แบบ:Cite web
  201. แม่แบบ:Cite web
  202. แม่แบบ:Cite web
  203. แม่แบบ:Cite web
  204. แม่แบบ:Cite web
  205. แม่แบบ:Cite web
  206. แม่แบบ:Cite web
  207. แม่แบบ:Cite web
  208. แม่แบบ:Cite news
  209. แม่แบบ:Cite news
  210. แม่แบบ:Cite web
  211. แม่แบบ:Cite web
  212. แม่แบบ:Cite web
  213. แม่แบบ:Cite web
  214. แม่แบบ:Cite web
  215. แม่แบบ:Cite web
  216. แม่แบบ:Cite web
  217. แม่แบบ:Cite press release
  218. แม่แบบ:Cite news
  219. แม่แบบ:Cite press release
  220. แม่แบบ:Cite web
  221. แม่แบบ:Cite web
  222. แม่แบบ:Cite web
  223. แม่แบบ:Cite news
  224. แม่แบบ:Cite news
  225. แม่แบบ:Cite journal
  226. แม่แบบ:Cite web
  227. แม่แบบ:Cite web
  228. แม่แบบ:Cite web
  229. 229.0 229.1 แม่แบบ:Cite web
  230. แม่แบบ:Cite web
  231. แม่แบบ:Cite web
  232. แม่แบบ:Cite web
  233. แม่แบบ:Cite news
  234. แม่แบบ:Cite news
  235. แม่แบบ:Cite news
  236. แม่แบบ:Cite news
  237. แม่แบบ:Cite news
  238. แม่แบบ:Cite press release
  239. แม่แบบ:Cite news
  240. แม่แบบ:Cite news
  241. แม่แบบ:Cite news
  242. แม่แบบ:Cite news
  243. แม่แบบ:Cite news
  244. แม่แบบ:Cite web
  245. แม่แบบ:Cite web
  246. แม่แบบ:Cite web
  247. แม่แบบ:Cite news
  248. แม่แบบ:Cite news
  249. แม่แบบ:Cite news
  250. แม่แบบ:Cite news
  251. แม่แบบ:Cite news
  252. แม่แบบ:Cite web
  253. แม่แบบ:Cite web
  254. แม่แบบ:Cite web
  255. แม่แบบ:Cite web
  256. แม่แบบ:Cite web
  257. แม่แบบ:Cite web
  258. แม่แบบ:Cite web
  259. 259.0 259.1 แม่แบบ:Cite press release แม่แบบ:PD-notice
  260. แม่แบบ:Cite press release
  261. แม่แบบ:Cite web
  262. แม่แบบ:Cite journal
  263. แม่แบบ:Cite news
  264. แม่แบบ:Cite news
  265. แม่แบบ:Cite web
  266. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ISRCTN69254139
  267. แม่แบบ:Cite ssrn
  268. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ISRCTN27841311
  269. แม่แบบ:Cite journal
  270. แม่แบบ:Cite web
  271. 271.0 271.1 271.2 271.3 แม่แบบ:Cite journal
  272. แม่แบบ:Cite book
  273. แม่แบบ:Cite journal
  274. แม่แบบ:Cite journal
  275. แม่แบบ:Cite journal
  276. แม่แบบ:Cite journal
  277. แม่แบบ:Cite journal
  278. แม่แบบ:Cite journal
  279. แม่แบบ:Cite web
  280. แม่แบบ:Cite web
  281. แม่แบบ:Cite web
  282. แม่แบบ:Cite web
  283. แม่แบบ:Cite web
  284. แม่แบบ:Cite journal
  285. 285.0 285.1 แม่แบบ:Cite journal
  286. แม่แบบ:Cite journal PMID แม่แบบ:Url.
  287. แม่แบบ:Cite web
  288. แม่แบบ:Cite web
  289. 289.0 289.1 289.2 แม่แบบ:Cite journal
  290. 290.0 290.1 290.2 290.3 แม่แบบ:Cite journal
  291. แม่แบบ:Cite web
  292. 292.0 292.1 แม่แบบ:Cite news
  293. แม่แบบ:Cite web
  294. แม่แบบ:Cite journal
  295. แม่แบบ:Cite web
  296. แม่แบบ:Cite web
  297. แม่แบบ:Cite web
  298. แม่แบบ:Cite journal
  299. แม่แบบ:Cite web
  300. แม่แบบ:Cite web
  301. แม่แบบ:Cite journal
  302. 302.0 302.1 แม่แบบ:Cite journal
  303. แม่แบบ:Cite web
  304. แม่แบบ:Cite journal
  305. แม่แบบ:Cite journal
  306. แม่แบบ:Cite web
  307. แม่แบบ:Cite journal
  308. แม่แบบ:Cite journal
  309. แม่แบบ:Cite journal
  310. แม่แบบ:Cite web
  311. แม่แบบ:Cite techreport
  312. แม่แบบ:Cite web
  313. แม่แบบ:Cite web
  314. แม่แบบ:Cite web
  315. แม่แบบ:Cite journal
  316. แม่แบบ:Cite journal
  317. แม่แบบ:Cite press release
  318. แม่แบบ:Cite ssrn
  319. 319.0 319.1 แม่แบบ:Cite web
  320. แม่แบบ:Cite news
  321. แม่แบบ:Cite press release
  322. แม่แบบ:Cite press release
  323. แม่แบบ:Cite journal
  324. แม่แบบ:Cite press release
  325. แม่แบบ:Cite press release
  326. แม่แบบ:Cite journal
  327. แม่แบบ:Cite press release
  328. แม่แบบ:Cite press release
  329. แม่แบบ:Cite press release
  330. แม่แบบ:Cite press release
  331. แม่แบบ:Cite web
  332. แม่แบบ:Cite web
  333. 333.0 333.1 333.2 แม่แบบ:Cite journal
  334. แม่แบบ:Cite ssrn
  335. 335.0 335.1 แม่แบบ:Cite web
  336. แม่แบบ:Cite journal
  337. แม่แบบ:Cite journal
  338. แม่แบบ:Cite techreport
  339. แม่แบบ:Cite journal
  340. แม่แบบ:Cite journal
  341. 341.0 341.1 แม่แบบ:Cite web
  342. แม่แบบ:Cite journal
  343. แม่แบบ:Cite news
  344. แม่แบบ:Cite web
  345. แม่แบบ:Cite news
  346. แม่แบบ:Cite press release
  347. แม่แบบ:Cite press release
  348. แม่แบบ:Cite journal
  349. แม่แบบ:Cite web
  350. แม่แบบ:Cite web
  351. แม่แบบ:Cite web
  352. แม่แบบ:Cite web
  353. แม่แบบ:Cite news
  354. แม่แบบ:Cite press release
  355. แม่แบบ:Cite journal
  356. แม่แบบ:Cite journal
  357. แม่แบบ:Cite web
  358. แม่แบบ:Cite journal
  359. แม่แบบ:Cite news
  360. แม่แบบ:Cite journal
  361. แม่แบบ:Cite web
  362. แม่แบบ:Cite journal
  363. แม่แบบ:Cite news
  364. 364.0 364.1 364.2 364.3 แม่แบบ:Cite techreport
  365. แม่แบบ:Cite journal
  366. 366.0 366.1 แม่แบบ:Cite journal
  367. แม่แบบ:Cite ssrn
  368. แม่แบบ:Cite journal
  369. แม่แบบ:Cite web
  370. แม่แบบ:Cite journal
  371. 371.0 371.1 แม่แบบ:Cite journal
  372. แม่แบบ:Cite press release
  373. แม่แบบ:Cite press release
  374. แม่แบบ:Cite news
  375. 375.0 375.1 แม่แบบ:Cite news
  376. แม่แบบ:Cite news
  377. แม่แบบ:Cite journal
  378. แม่แบบ:Cite techreport
  379. แม่แบบ:Cite techreport
  380. แม่แบบ:Cite web
  381. แม่แบบ:Cite news
  382. แม่แบบ:Cite news
  383. แม่แบบ:Cite web
  384. แม่แบบ:Cite news
  385. แม่แบบ:Cite web
  386. แม่แบบ:Cite web
  387. แม่แบบ:Cite web
  388. แม่แบบ:Cite web
  389. แม่แบบ:Cite journal
  390. แม่แบบ:Cite web
  391. 391.0 391.1 แม่แบบ:Cite journal
  392. 392.0 392.1 แม่แบบ:Cite journal
  393. แม่แบบ:Cite journal
  394. 394.0 394.1 394.2 แม่แบบ:Cite journal
  395. 395.0 395.1 395.2 395.3 แม่แบบ:Cite journal
  396. แม่แบบ:Cite journal
  397. แม่แบบ:Cite web
  398. แม่แบบ:Cite news
  399. แม่แบบ:Cite journal
  400. แม่แบบ:Cite web
  401. แม่แบบ:Cite news
  402. แม่แบบ:Cite news
  403. แม่แบบ:Cite web
  404. แม่แบบ:Cite web
  405. แม่แบบ:Cite web
  406. 406.0 406.1 แม่แบบ:Cite web
  407. แม่แบบ:Cite web
  408. 408.0 408.1 แม่แบบ:Cite web
  409. 409.0 409.1 แม่แบบ:Cite web
  410. 410.0 410.1 แม่แบบ:Cite web
  411. แม่แบบ:Cite web
  412. 412.0 412.1 412.2 412.3 412.4 412.5 412.6 แม่แบบ:Cite journal
  413. 413.0 413.1 413.2 413.3 413.4 413.5 แม่แบบ:Cite journal
  414. แม่แบบ:Cite web
  415. 415.0 415.1 415.2 แม่แบบ:Cite journal
  416. 416.0 416.1 แม่แบบ:Cite journal PMID แม่แบบ:Url.
  417. แม่แบบ:Cite news
  418. แม่แบบ:Cite web
  419. 419.0 419.1 แม่แบบ:Cite web
  420. แม่แบบ:Cite web
  421. แม่แบบ:Cite web
  422. แม่แบบ:Cite news
  423. แม่แบบ:Cite web
  424. แม่แบบ:Cite news
  425. แม่แบบ:Cite web
  426. แม่แบบ:Cite news
  427. แม่แบบ:Cite web
  428. แม่แบบ:Cite news
  429. แม่แบบ:Cite press release
  430. แม่แบบ:Cite press release
  431. แม่แบบ:Cite news
  432. แม่แบบ:Cite press release แม่แบบ:PD-notice
  433. แม่แบบ:Cite web
  434. 434.0 434.1 แม่แบบ:Cite web แม่แบบ:PD-notice
  435. แม่แบบ:Cite news
  436. แม่แบบ:Cite press release
  437. แม่แบบ:Cite news
  438. แม่แบบ:Cite news
  439. แม่แบบ:Cite news
  440. แม่แบบ:Cite news
  441. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ukgov12-2
  442. แม่แบบ:Cite news
  443. แม่แบบ:Cite news
  444. 444.0 444.1 444.2 444.3 444.4 444.5 444.6 444.7 แม่แบบ:Cite web
  445. 445.0 445.1 445.2 445.3 แม่แบบ:Cite journal
  446. แม่แบบ:Cite web
  447. 447.0 447.1 แม่แบบ:Cite web
  448. แม่แบบ:Cite web
  449. แม่แบบ:Cite web
  450. แม่แบบ:Cite press release
  451. แม่แบบ:Cite web
  452. แม่แบบ:Cite press release
  453. แม่แบบ:Cite press release
  454. 454.0 454.1 แม่แบบ:Cite press release
  455. 455.0 455.1 แม่แบบ:Cite press release
  456. แม่แบบ:Cite press release
  457. 457.0 457.1 457.2 457.3 457.4 แม่แบบ:Cite web
  458. แม่แบบ:Cite news
  459. 459.0 459.1 459.2 459.3 แม่แบบ:Cite news
  460. 460.0 460.1 460.2 460.3 460.4 แม่แบบ:Cite news
  461. 461.0 461.1 461.2 461.3 แม่แบบ:Cite web
  462. แม่แบบ:Cite web
  463. 463.0 463.1 แม่แบบ:Cite web
  464. 464.0 464.1 แม่แบบ:Cite journal
  465. 465.0 465.1 465.2 465.3 แม่แบบ:Cite journal
  466. แม่แบบ:Cite web
  467. แม่แบบ:Cite news
  468. แม่แบบ:Cite news
  469. แม่แบบ:Cite journal PMID แม่แบบ:Url.
  470. แม่แบบ:Cite web
  471. 471.0 471.1 471.2 471.3 471.4 471.5 471.6 471.7 แม่แบบ:Cite journal
  472. แม่แบบ:Cite journal
  473. แม่แบบ:Cite web
  474. 474.0 474.1 474.2 474.3 แม่แบบ:Cite journal
  475. แม่แบบ:Cite web
  476. แม่แบบ:Cite web
  477. แม่แบบ:Cite news
  478. 478.0 478.1 478.2 478.3 478.4 แม่แบบ:Cite web
  479. 479.0 479.1 479.2 479.3 479.4 479.5 แม่แบบ:Cite news
  480. 480.0 480.1 480.2 480.3 แม่แบบ:Cite news
  481. 481.0 481.1 แม่แบบ:Cite web
  482. 482.0 482.1 แม่แบบ:Cite news
  483. 483.0 483.1 483.2 483.3 แม่แบบ:Cite web
  484. แม่แบบ:Cite journal
  485. 485.0 485.1 แม่แบบ:Cite web
  486. 486.0 486.1 486.2 486.3 แม่แบบ:Cite web
  487. แม่แบบ:Cite web
  488. 488.0 488.1 แม่แบบ:Cite journal
  489. 489.0 489.1 แม่แบบ:Cite web
  490. แม่แบบ:Cite journal
  491. 491.0 491.1 แม่แบบ:Cite journal
  492. 492.0 492.1 492.2 492.3 แม่แบบ:Cite web
  493. แม่แบบ:Cite news
  494. แม่แบบ:Cite web
  495. แม่แบบ:Cite news
  496. แม่แบบ:Cite news
  497. แม่แบบ:Cite news
  498. แม่แบบ:Cite web
  499. แม่แบบ:Cite web
  500. แม่แบบ:Cite web
  501. แม่แบบ:Cite web
  502. แม่แบบ:Cite news
  503. 503.0 503.1 แม่แบบ:Cite web
  504. 504.0 504.1 504.2 แม่แบบ:Cite journal
  505. แม่แบบ:Cite journal
  506. แม่แบบ:Cite news
  507. แม่แบบ:Cite web
  508. แม่แบบ:Cite web
  509. แม่แบบ:Cite news
  510. 510.0 510.1 แม่แบบ:Cite news
  511. แม่แบบ:Cite web
  512. 512.0 512.1 512.2 512.3 แม่แบบ:Cite web
  513. แม่แบบ:Cite news
  514. 514.0 514.1 514.2 แม่แบบ:Cite web
  515. 515.0 515.1 515.2 แม่แบบ:Cite news
  516. แม่แบบ:Cite journal
  517. แม่แบบ:Cite news
  518. แม่แบบ:Cite web
  519. แม่แบบ:Cite news
  520. 520.0 520.1 แม่แบบ:Cite web
  521. แม่แบบ:Cite web
  522. แม่แบบ:Cite web
  523. แม่แบบ:Cite web
  524. แม่แบบ:Cite web