กฎของมาลุส

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไฟล์:Loi de malus.png
ภาพประกอบของกฎของมาลุส: แสงโพลาไรซ์แบบเส้นตรงซึ่งมีกแกนโพลาไรซ์ตามลูกศรดำแผ่ผ่านโพลาไรเซอร์ซึ่งมีแกนชี้ตามลูกศรแดงซึ่งทำมุมต่างกัน θ ผลที่ได้คือคลื่นสีแดงทางขวาซึ่งถูกลดทอนลงมีทิศแกนตรงกับแกนของโพลาไรเซอร์

กฎของมาลุส (แม่แบบ:Langx) เป็นกฎทางทัศนศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณความเข้มแสงที่ส่งผ่านโพลาไรเซอร์ที่สมบูรณ์แบบ

ประวัติศาสตร์

ชื่อกฎของมาลุสนี้มีที่มาจากชื่อเอเตียน-หลุยส์ มาลุส นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งได้ค้นพบกฎนี้ในปี 1809แม่แบบ:Sfnแม่แบบ:Sfn

หลักการ

สมมติว่าคลื่นของแสงโพลาไรซ์แบบเส้นตรงแผ่ผ่านโพลาไรเซอร์ ให้มุม θ เป็นมุมระหว่างแกนโพลาไรเซชันของคลื่นแสงนี้กับแกนของโพลาไรเซอร์ คลื่นที่ส่งผ่านออกมาจะถูกโพลาไรซ์ตามแกนของโพลาไรเซอร์ โดยจะถูกลดทอนด้วยปัจจัยบางอย่าง ถ้าเราสังเกตความเข้มขาเข้า I0 และความเข้มขาออก I จะได้ว่าเป็นไปตามกฎมาลุส คือ

I=I0cos2(θ)

จากกฎนี้เราจะได้ว่า

  • หากโพลาไรเซชันของคลื่นที่ตกกระทบอยู่ในทิศทางเดียวกับแกนของโพลาไรเซอร์ นั่นคือ θ=0 ความเข้มของแสงทั้งหมดจะถูกส่งผ่าน
  • หากโพลาไรเซชันของคลื่นที่ตกกระทบตั้งฉากกับแกนของโพลาไรเซอร์ นั่นคือ θ=90 ก็จะไม่เกิดคลื่นขาออก
  • หากคลื่นที่ตกกระทบเป็นคลื่นไม่ได้โพลาไรซ์ กล่าวคือ ประกอบด้วยโพลาไรเซชันในทุกทิศที่เป็นไปได้ทั้งหมด แล้วหาค่าเฉลี่ย ของ I เราจะได้ว่า I=I0/2 นั่นคือความเข้มลดลงครึ่งหนึ่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้อาจสังเกตได้เมื่อมองหลอดไส้ร้อนแบบธรรมดาผ่านโพลาไรเซอร์

การพิสูจน์

โพลาไรเซอร์มีผลทำให้แอมพลิจูดของสนามไฟฟ้า E0 ของคลื่นที่ส่งผ่านเหลือแค่ในส่วนทิศที่ตรงกับแกนของลาไรเซอร์ ในกรณีของคลื่นแสงโพลาไรซ์แบบเส้นตรง ค่านี้จะเป็นสัดส่วนกับโคไซน์ของมุม θ ดังนั้นแอมพลิจูดขาออกคือ

E=E0cos(θ)

และความเข้มของการส่องสว่าง ตามคำนิยามแล้ว แปรผันตามกำลังสองของแอมพลิจูดของคลื่น

I0=E.E=E02

ดังนั้นเมื่อผ่านโพลาไรเซอร์ ความเข้มแสงจึงเป็น

I=E02cos2(θ)=I0cos2(θ)

ในกรณีของคลื่นที่ไม่โพลาไรซ์ สูตรจะพิสูจน์ได้โดยการหาค่าเฉลี่ยของฟังก์ชัน cos2(θ) ซึ่งหากอนุมานแบบคร่าว ๆ เราจะเห็นว่าค่า cos2(θ) อยู่ในช่วง 0 ถึง 1 เท่านั้น

cos(0)=1 cos(90)=0 cos(180)=1 cos(270)=0
cos2(0)=1 cos2(90)=0 cos2(180)=1 cos2(270)=0

ดังนั้นค่าเฉลี่ยของ cos2(θ) จึงควรเป็น 12 ดังนั้นสูตรคือ I=I02

อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์อย่างเข้มงวดควรทำโดยหาค่าเฉลี่ยจากการคำนวณปริพันธ์ โดยฟังก์ชันนี้มีค่าสูงสุดเป็น 1 ที่มุม 0° และมีค่าต่ำสุดเป็น 0 ที่มุม 90° ดังนั้น หาค่าเฉลี่ยระหว่างค่าทั้งสองโดย

0π/2cos2(θ)dθπ/20=0π/2(1+cos(2θ)2)dθπ/20

ซึ่งได้มาจากเอกลักษณ์ตรีโกณมิติ

cos2x=1+cos(2x)2

จากนั้นทำการรวบแต่ละพจน์

=120π/21dθ+120π/2cos(2θ)dθπ/20=12[θ]0π/2+120π/2cos(2θ)dθπ/20

เพื่อที่จะแก้หาปริพันธ์ ในที่นี้เราแทน u=2θ และ dθ=du2

=12[θ]0π/2+12120πcos(u)duπ/20=12[θ]0π/2+14[sin(u)]0ππ/20

จากนั้นใช้สมบัติการแจกแจงของการคูณ และสมบัติการเปลี่ยนหมู่ของการบวก

=12[θ]0π/2+14[sin(2θ)]0π/2π/20=[θ2+sin(2θ)4]0π/2π/20=[θ2+2sin(θ)cos(θ)4]0π/2π/20

ซึ่งได้มาจาก เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ

sin[2(x)]=2sin(x)cos(x)

แล้วสุดท้ายก็จะได้

=[θ+sin(θ)cos(θ)2]0π22π=(F(π2)F(0))2π=π42π=24=12

จากผลการหาปริพันธ์ที่ได้นี้ ความเข้มแสงเฉลี่ยทั้งหมดตั้งแต่มุม 0° ถึง 90° จะเป็น

I¯=0π/2I0cos2(θ)dθπ/20=I00π/2cos2(θ)dθπ/20=I0π42π=I024=I02

ดังนั้นสำหรับคลื่นที่ไม่โพลาไรซ์ จึงได้ว่า

I=I02

นั่นคือเมื่อแสงไม่โพลาไรซ์แผ่ผ่านโพลาไรเซอร์ ความเข้มจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง

การสังเกตการณ์ในการทดลอง

ตัวอย่างภาพด้านล่างนี้เป็นการสังเกตแสงโพลาไรซ์แบบเส้นตรงที่มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตามกฎของมาลุส โพลาไรเซอร์ที่วางอยู่ข้างหน้าจะกันแสงโดยขึ้นอยู่กับทิศทางของมัน

อ้างอิง

แม่แบบ:รายการอ้างอิง