ฟังก์ชันก่อกำเนิด

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:ต้องการอ้างอิง

ในทางฟิสิกส์ ฟังก์ชันก่อกำเนิด (Generating function approach) คือการใช้อนุพันธ์ย่อยสร้างสมการเชิงอนุพันธ์ที่อธิบายถึงพลศาสตร์ของระบบ ตัวอย่างทั่วไป เช่น ฟังก์ชันแบ่งส่วน (Partition function) ของกลศาสตร์สถิติ หรือฮามิลโทเนียน (Hamiltonian) หรือฟังก์ชันที่ทำหน้าที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เซตของตัวแปรคาโนนิคัล (Canonical variable) สำหรับการแปลงแบบบัญญัติ (Canonical transformation) สำหรับการแปลงแบบบัญญัติ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการแปลงฟังก์ชันระหว่าง แม่แบบ:Math และ แม่แบบ:Math ซึ่งทั้งสองเซตจะต้องเป็นไปตามหลักการฮามิลตัน (Hamilton's principle) โดยสามารถเขียนสมการลากรานจ์ได้ คือ qp=𝐩𝐪˙H(𝐪,𝐩,t) และ QP=𝐏𝐐˙K(𝐐,𝐏,t) ตามลำดับ โดยที่การแปลงเลอจองก์ (Legendre transform) จะต้องมีค่าคงตัว นั่นคือ :

δt1t2[𝐩𝐪˙H(𝐪,𝐩,t)]dt=0δt1t2[𝐏𝐐˙K(𝐐,𝐏,t)]dt=0

ทั้งสองสมการจะได้ความสัมพันธ์ ดังนี้

λ[𝐩𝐪˙H(𝐪,𝐩,t)]=𝐏𝐐˙K(𝐐,𝐏,t)+dGdt

โดยที่ แม่แบบ:Mvar จะเป็นฟังก์ชันก่อกำเนิด ขึ้นกับพิกัดและโมเมนตัมทั้งในระบบเก่า (แม่แบบ:Math หรือ แม่แบบ:Math) และระบบใหม่ ระบบเก่า (แม่แบบ:Math หรือ แม่แบบ:Math) และ แม่แบบ:Mvar จะเป็นตัวปรับขนาดของการแปลง (Scale transformation) สำหรับการแปลงแบบบัญญัติจะให้ λ=1

สำหรับการแปลงแบบบัญญัติ จะมีฟังก์ชันก่อกำเนิดทั้งหมด 4 รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1 ของฟังก์ชันก่อกำเนิด

G1 ขึ้นกับพิกัดของทั้งระบบเก่าและใหม่

GG1(𝐪,𝐐,t)

สามารถเขียนสมการได้ ดังนี้

𝐩𝐪˙H(𝐪,𝐩,t)=𝐏𝐐˙K(𝐐,𝐏,t)+G1t+G1𝐪𝐪˙+G1𝐐𝐐˙

เนื่องจากพิกัดระบบเก่าและใหม่เป็นอิสระต่อกัน ดังนั้นสมการข้างต้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ

𝐩=G1𝐪𝐏=G1𝐐K=H+G1t

รูปแบบที่ 2 ของฟังก์ชันก่อกำเนิด

G2 ขึ้นกับพิกัดของระบบเก่ากับโมเมนตัมของระบบใหม่

G𝐐𝐏+G2(𝐪,𝐏,t)

สามารถเขียนสมการได้ ดังนี้

𝐩𝐪˙H(𝐪,𝐩,t)=𝐐𝐏˙K(𝐐,𝐏,t)+G2t+G2𝐪𝐪˙+G2𝐏𝐏˙

เนื่องจากพิกัดของระบบเก่าและโมเมนตัมของระบบใหม่เป็นอิสระต่อกัน ดังนั้นสมการข้างต้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ

𝐩=G2𝐪𝐐=G2𝐏K=H+G2t

รูปแบบที่ 3 ของฟังก์ชันก่อกำเนิด

G3 ขึ้นกับโมเมนตัมของระบบเก่ากับพิกัดของระบบใหม่

G𝐪𝐩+G3(𝐩,𝐐,t)

สามารถเขียนสมการได้ ดังนี้

𝐪𝐩˙H(𝐪,𝐩,t)=𝐏𝐐˙K(𝐐,𝐏,t)+G3t+G3𝐩𝐩˙+G3𝐐𝐐˙

เนื่องจากโมเมนตัมของระบบเก่าและพิกัดของระบบใหม่เป็นอิสระต่อกัน ดังนั้นสมการข้างต้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ

𝐪=G3𝐩𝐏=G3𝐐K=H+G3t

รูปแบบที่ 4 ของฟังก์ชันก่อกำเนิด

G4 ขึ้นกับโมเมนตัมของทั้งระบบเก่าและใหม่

G𝐪𝐩𝐐𝐏+G4(𝐩,𝐏,t)

สามารถเขียนสมการได้ ดังนี้

𝐪𝐩˙H(𝐪,𝐩,t)=𝐐𝐏˙K(𝐐,𝐏,t)+G4t+G4𝐩𝐩˙+G4𝐏𝐏˙

เนื่องจากโมเมนตัมของระบบเก่าและใหม่เป็นอิสระต่อกัน ดังนั้นสมการข้างต้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ

𝐪=G4𝐩𝐐=G4𝐏K=H+G4t