บ่อศักย์แบบลึกจำกัด

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

บ่อศักย์แบบลึกจำกัด หรือ บ่อศักย์แบบความกว้างจำกัด เป็นแนวคิดจากกลศาสตร์ควอนตัม โดยเป็นส่วนขยายของบ่อศักย์แบบอนันต์ซึ่งเป็นอนุภาคที่ถูกกักขังอยู่ในกล่องแต่ในที่นี้เป็นแบบที่มีความลึกจำกัด และแตกต่างจากแบบลึกอนันต์ตรงที่มีโอกาสที่จะพบอนุภาคที่อยู่ภายนอกกล่อง การตีความแบบกลควอนตัมจะแตกต่างจากการตีความแบบคลาสสิก คือ ถ้าพลังงานทั้งหมดของอนุภาคน้อยกว่าพลังงานศักย์กีดขวางของผนัง อนุภาคจะไม่สามารถพบอยู่ภายนอกกล่องได้ แต่ในการตีความแบบควอนตัม จะมีความน่าจะเป็นของอนุภาคที่อยู่ภายนอกกล่องที่ไม่เป็นศูนย์ ถึงแม้พลังงานของอนุภาคจะน้อยกว่าพลังงานศักย์กีดขวางของผนัง 

อนุภาคในกล่อง 1 มิติ

สำหรับกรณี 1 มิติในแนวแกน x สามารถเขียนสมการชเรอชิงเงอร์ที่ไม่ขึ้นกับเวลา ได้ดังนี้

22md2ψdx2+V(x)ψ=Eψ(1)

เมื่อ =h2π,
h คือ ค่าคงที่ของพลังค์
m คือ มวขของอนุภาค
ψ คือ ฟังก์ชันคลื่นจินตภาพ (ที่ต้องการหา)
V(x) คือ ฟังก์ชันของพลังงานศักย์ในแต่ละค่า x
E คือ พลังงาน ซึ่งเป็นจำนวนจริง 

เมื่อพิจารณาอนุภาคมวล m เคลื่อนที่ในบ่อศักย์แบบลึกจำกัด จะเขียนเป็นฟังก์ชันของพลังงานศักย์ได้ดังนี้

V(x)={V0,if x<L/20,if L/2<x<L/2V0if x>L/2

ตามทฤษฎีของกลศาสตร์คลาสสิก อนุภาคจะถูกกักและสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างขอบเขต -L/2<x<L/2 เท่านั้น โดยที่อนุภาคจะมีค่าพลังงานเป็นค่าใด ๆ แต่ในกลศาสตร์ควอนตัม พลังงานของอนุภาคจะมีค่าได้เพียงบางค่าเท่านั้น และค่านั้นจะเป็นค่าเจาะลง (Eigen value) ของฟังก์ชันคลื่นที่เป็น Eigen function ที่สอดคล้องกันในแต่ละขอบเขตที่พิจารณา โดยฟังก์ชันคลื่นแต่ละขอบเขตจะแตกต่างกันตามขอบเขตของ x ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ภายในหรือภายนอกของกล่อง แบ่งขอบเขตของกล่องเป็น 3 ส่วนและเขียนฟังก์ชันคลื่นได้ดังนี้

ψ={ψ1,if x<L/2 (the region outside the box);R1ψ2,if L/2<x<L/2 (the region inside the box);R2ψ3if x>L/2 (the region outside the box);R3

ขอบเขตภายในกล่อง

กรณีขอบเขตอยู่ภายในกล่อง (บริเวณที่ 2) จะได้ V(x) = 0 และเขียนสมการชเรอดิงเงอร์ได้เป็น

22md2ψ2dx2=Eψ2.(2)

เมื่อ k=2mE,

ได้คำตอบของสมการเชิงอนุพันธ์ (2) เป็น d2ψ2dx2=k2ψ2.

ขอบเขตภายนอกกล่อง

เมื่อพิจารณาบริเวณนอกกล่อง ซึ่งมี 2 บริเวณ คือ บริเวณที่ 1 และ 3 โดย V(x)= V0 เขียนสมการชเรอดิงเงอร์ได้เป็น

22md2ψ1dx2=(EVo)ψ1(3)

การพิจารณาแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  1. เมื่ออนุภาคมีพลังงานมากกว่าพลังงานศักย์ (E>V0) จะไม่ถูกกักไว้ในบ่อ แต่จะถูกกระเจิงออกไปโดยพลังงานศักย์ของบ่อ เรียกว่า การกระเจิง (The Scattering)
  2. เมื่ออนุภาคมีพลังงานน้อยกว่าพลังงานศักย์ (E<V0) จะถูกกักไว้ในบ่อศักย์ เรียกกรณีนี้ว่า สถานะจำกัดขอบเขต (Bound state)

ในกรณีนี้จะพิจารณา กรณีที่ 2 Bound state (E< V0) ดังนั้นเขียนสมการใหม่ได้เป็น

d2ψ1dx2=α2ψ1(4)

เมื่อ α=2m(VoE)

คำตอบทั่วไปของสมการเชิงอนุพันธ์ (4) คือ  ψ1=Feαx+Geαx

และคล้ายกันในบริเวณที่ 3 จะได้ ψ3=Heαx+Ieαx

การหาฟังก์ชันคลื่นสำหรับกรณี bound state

โดยในส่วนก่อนหน้า เราหาฟังก์ชันคลื่นแต่ละบริเวณได้เป็น

ψ1=Feαx+Geαx
ψ2=Asin(kx)+Bcos(kx)
ψ3=Heαx+Ieαx

เมื่อพิจารณาที่ x จะเห็นว่าเทอม Feαx มีค่าไม่จำกัด

และเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาที่ x+  เทอม Ieαx จะมีจำกัด

ซึ่งฟังก์ชันคลื่นจะต้องลู่เข้าสู่ศูนย์ นั่นคือต้องให้ F = I = 0 เขียนฟังก์ชันคลื่นใหม่ได้ว่า

ψ1=Geαx and ψ3=Heαx

ในการคำนวณหา eigenvalue นั้น คำตอบของสมการชเรอดิงเงอร์หรือฟังก์ชันคลื่นทั้ง 3 บริเวณจะต้องมีความต่อเนื่องของฟังก์ชันคลื่นและอนุพันธ์อันดับ 1 ที่บริเวณรอยต่อที่ x = -L/2 และ L/2 

ตามสมการ

ψ1(L/2)=ψ2(L/2) ψ2(L/2)=ψ3(L/2)
dψ1dx(L/2)=dψ2dx(L/2) dψ2dx(L/2)=dψ3dx(L/2)

คำตอบของสมการเหล่านี้จะเป็นจริงได้ 2 กรณี

  1. กรณีสมมาตร (symmetric case) เมื่อ A = 0 และ G = H เป็นคำตอบฟังก์ชันคี่ (Odd function)
  2. กรณีปฏิสมมาตร (antisymmetric case) เมื่อ B = 0 และ G = -H เป็นคำตอบฟังก์ชันคู่ (Even function)

ในกรณี เป็นแบบสมมาตร (ฟังก์ชันคี่) (A = 0, B  0) บริเวณรอยต่อที่ x = L/2 จะได้

HeαL/2=Bcos(kL/2)(5)
αHeαL/2=kBsin(kL/2)(6)

แก้สมการ โดย (6)/(5) จะได้

α=ktan(kL/2)(7)

และเช่นเดียวกันใน กรณีไม่สมมาตร (ฟังก์ชันคู่) จะได้

α=kcot(kL/2)(8)

จากสมการ (7) และ (8) Eigenvalue ไม่สามารถหาค่าได้โดยตรง เนื่องจากทำได้ยาก ต้องหาค่าโดยใช้กราฟหรือตัวเลข 

อ้างอิง

แม่แบบ:Cite book