ทฤษฎีบทเล็กของแฟร์มา

ทฤษฎีบทเล็กของแฟร์มา (แม่แบบ:Langx) กล่าวว่า ถ้า เป็นจำนวนเฉพาะแล้ว จะเป็นพหุคูณของ สำหรับทุกจำนวนเต็ม หรือเขียนในรูปเลขคณิตมอดุลาร์ได้เป็น
ตัวอย่างเช่น เมื่อ และ พบว่า ดังนั้น จึงเป็นพหุคูณของ 7
ทฤษฎีบทนี้กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า ถ้า เป็นจำนวนเฉพาะ และ เป็นจำนวนเต็มที่เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์กับ แล้ว จะได้ว่า
ทฤษฎีบทเล็กของแฟร์มาเป็นผลลัพธ์พื้นฐานในทฤษฎีจำนวน และเป็นพื้นฐานของการทดสอบจำนวนเฉพาะของแฟร์มา ทฤษฎีบทนี้ได้ชื่อตาม ปีแยร์ เดอ แฟร์มา ผู้ได้เสนอทฤษฎีบทนี้ในปี ค.ศ. 1640 และได้ชื่อว่าเป็น "ทฤษฎีบทเล็ก" เพื่อแยกแยะให้แตกต่างกับทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มา[1]
บทพิสูจน์
ปีแยร์ เดอ แฟร์มาได้เสนอทฤษฎีบทนี้ในจดหมายจากเขาถึง เฟรนิเกล เดอ เบสซี โดยไม่ได้ให้บทพิสูจน์ไว้ จดหมายฉบับนั้นลงวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1640 ต่อมา กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ได้เขียนบทพิสูจน์ไว้โดยไม่ได้ตีพิมพ์และไม่ลงวันที่ รู้เพียงว่าเขาพิสูจน์ได้ก่อน ค.ศ. 1683[1] ออยเลอร์เป็นคนแรกที่ตีพิมพ์บทพิสูจน์ของทฤษฎีบทนี้ในปี ค.ศ. 1736[2]
บทพิสูจน์ด้านล่าง[3] เป็นบทพิสูจน์สำหรับรูปแบบหนึ่งของทฤษฎีบทดังกล่าวที่ว่า: ถ้า เป็นจำนวนเฉพาะ และ เป็นจำนวนเต็มที่เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์กับ แล้วจะได้ว่า
บทพิสูจน์ข้างต้น ค้นพบโดย James Ivory[4] ก่อนจะถูกค้นพบใหม่ในภายหลังโดย ดีรีเคล[5] นอกจากนี้ยังมีบทพิสูจน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น พิสูจน์จากทฤษฎีบทของออยเลอร์ ใช้วิธีการทางคอมบินาทอริกส์[6] หรือทางทฤษฎีกรุป[7]
จำนวนเฉพาะเทียม
แม่แบบ:หลัก ถ้า และ เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์กัน และทำให้ หารด้วย ลงตัว แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องจำนวนเฉพาะเสมอไป ถ้า ไม่เป็นจำนวนเฉพาะในกรณีดังกล่าว เราจะเรียก ว่าเป็น จำนวนเฉพาะเทียม (pseudoprime) ฐาน ใน ค.ศ. 1820 F. Sarrus พบว่า เป็นจำนวนเฉพาะเทียมฐาน 2 ตัวแรก
จำนวนเต็ม ที่เป็นจำนวนเฉพาะเทียมฐาน สำหรับทุกจำนวนเต็ม ที่เป็นจำนวนเฉพาะสัมพัทธ์กับ เรียกว่า จำนวนคาร์ไมเคิล (Carmichael number) ตัวอย่างจำนวนคาร์ไมเคิล เช่น 561