สมการชเรอดิงเงอร์ใน 3 มิติ

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:ต้องการอ้างอิง ปัญหาที่สำคัญหนึ่งในกลศาสตร์ควอนตัม คือ อนุภาคในศักย์ทรงกลมสมมาตร กล่าวคือ มีศักย์ที่ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างอนุภาคและจุดศูนย์กลางที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าอนุภาคนั้น คือ อิเล็กตรอนและมีศักย์เป็นไปตามกฎของคูลอมบ์ ปัญหานี้จะสามารถใช้อธิบายอะตอมหรือไอออนของไฮโดรเจน

ในกรณีทั่วไป ฮามิลโตเนียนของอนุภาคในศักย์ทรงกลมสมมาตร เป็นไปตามสมการ

H^=p^22m0+V(r)

เมื่อ   m0  คือ มวลของอนุภาค

        p^ คือ ตัวดำเนินการโมเมนตัม

        V(r) คือ พลังงานศักย์ ขึ้นอยู่กับ r เท่านั้น

ฟังก์ชันคลื่นที่เป็น Eigen function และพลังงาน (Eigenvalues) สามารถหาได้จากการแก้สมการชเรอดิงเงอร์ โดยมีรูปทั่วไปใน 3 มิติ เป็น

22m2ψ(𝐫)+V(𝐫)ψ(𝐫)=Eψ(𝐫)(1)

ปกติที่ใช้กันมากในวิชาฟิสิกส์จะเป็นการแก้สมการชเรอดิงเงอร์ในพิกัดฉากและพิกัดทรงกลม ซึ่งระบบพิกัดทรงกลมจะใช้ได้เหมาะสมมากกว่า เนื่องจากความเป็นทรงกลมสมมาตรของระบบ (อนุภาค) และวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการแก้สมการได้สะดวกขึ้น คือ วิธีการแยกตัวแปร (Separation of variable

อนุภาคในศักย์ทรงกลมสมมาตร

พิกัดทรงกลม (rθφ) ถูกใช้เป็นปกติในวิชาฟิสิกส์ 

พิจารณาพิกัดทรงกลม (r, θφ) ตามรูปด้าน

โดยระบุ ทิศทางของเวกเตอร์ r เป็นระยะทาง r จากจุดกำเนิด

          มุม θ (เซต้า) มีทิศทำมุมกับแกน Z

           มุม φ (ฟี) โปรเจกชั่นของทิศทางบนระนาบ x-y มีทิศทำมุมกับแกน x

ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพิกัดฉากตามสมการ

x=rsinθcosφy=rsinθsinφz=rcosθ

ดังนั้นจากสมการชเรอดิงเงอร์ใน 3 มิติ (1) สามารถเขียนสมการชเรอดิงเงอร์ในพิกัดทรงกลมได้เป็น

22m[1r2r(r2ψr)+1r2sinθθ(sinθψθ)+1r2sin2θ2ψϕ2]+V(𝐫)ψ(𝐫)=Eψ(𝐫)(2)

เมื่อ ตัวดำเนินการลาปราส (2) ในพิกัดทรงกลม เป็น

2=1r2r(r2r)+1r2sinθθ(sinθθ)+1r2sin2θ2ϕ2

ใช้วิธีการแยกตัวแปร โดยกำหนดให้ ฟังก์ชันคลื่นสามารถแยกเป็นฟังก์ชันที่ขึ้นกับ r คูณกับฟังก์ชันที่ขึ้นกับ θ และ φ ตามสมการ

ψ(r,θ,ϕ)=R(r)Ylm(θ,ϕ).

หลังจากแก้สมการชเรอดิงเงอร์ตามสมการ (2) จะได้สมการทั้งหมด ดังนี้

1Rddr(r2dRdr)+2mr22[EV(r)]=λ(3),1Y1sinθθ(sinθYθ)+1Y1sin2θ2Yϕ2=λ.(4)

เมื่อ λ=l(l+1)

โดย สมการ (3) เรียกว่า Radial equation

      สมการ (4) เป็นส่วนของ Angular equation

สมการในส่วนของมุม (Angular equation)

พิจารณาส่วนของมุม (Angular) ตามสมการ (4) ซึ่งนักฟิสิกส์พยายามที่จะใช้วิธีการแยกตัวแปร เพื่อแยกตัวแปรเกี่ยวกับมุม ให้อยู่ในรูป Ylm(θ,ϕ)=Θ(θ)Φ(ϕ)แต่ไม่สามารถแยกตัวแปร θ กับ ϕ ให้เป็นอิสระต่อกันได้ และจากสมการ (4) จะได้

1Φd2Φdϕ2=m2
λsin2θ+sinθΘddθ(sinθdΘdθ)=m2

ได้คำตอบในส่วนของมุมเป็น

Ym(θ,ϕ)=(1)m(2+1)4π(m)!(+m)!Pm(cosθ)eimϕ(5)

โดย l=0,1,2,... และเรียก l ว่า Orbital angular momentum quantum number

m=l,l+1,...,1,0,1,...,l1,l และเรียก m ว่า Magnetic quantum number

และเรียก Ym(θ,ϕ) ว่า Spherical harmonics ซึ่งจะมีสมบัติ Orthonormal ตามสมการ

θ=0πφ=02πYm*Ymsinθdθdϕ=δδmm

สมการในส่วนของรัศมี (Radial equation)

จากสมการ (3) เราจะสามารถแก้สมการได้ง่ายขึ้น ถ้าทำการเปลี่ยนตัวแปร โดยกำหนดให้ u(r) =def rR(r)

จัดรูปใหม่จะได้ 22m0rd2dr2(rR(r))+2l(l+1)2m0r2R(r)+V(r)R(r)=ER(r)(5)

จะพบว่ามีรูปแบบเหมือนกับสมการชเรอดิงเงอร์ใน 1 มิติ ยกเว้นจะมีเทอมของศักย์ยังผล (Effective potential) เพิ่มเข้ามา

Veff(r)=V(r)+2l(l+1)2m0r2

Orbital angular momentum

ตัวดำเนินการโมเมนตัมเชิงมุม L หาค่าได้จากผลคูณเชิงเวกเตอร์ของตัวดำเนินการตำแหน่งของฟังก์ชันคลื่น r กับ ตัวดำเนินการโมเมนตัม p  ตามสมการ 𝐋=𝐫×𝐩 ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการนิยาม โมเมนตัมเชิงมุมในกลศาสตร์ดั้งเดิม

เนื่องจาก 𝐋2=Lx2+Ly2+Lz2

ดังนั้น จะได้

𝐋2=r22+(rr+1)rr=1sinθθsinθθ1sin2θ2φ2.

เมื่อ =1

ถ้านำ 𝐋2 ไป operate กับ Ym(θ,ϕ) จะได้

L^2Ylm(θ,ϕ)={1sin2θ[sinθθ(sinθθ)+2ϕ2]}Ylm(θ,ϕ).(6)

จะพบว่าในวงเล็บ () ของสมการ (6) จะตรงกับสมการ (4) โดยมี λ เป็น eigenvalue เขียนสมการใหม่เป็น

L^2Ylm(θ,ϕ)=l(l+1)Ylm(θ,ϕ).(7)

และถ้าพิจารณา L ในแนวแกน Z จะได้

LzYlm(θ,ϕ)=mYlm(θ,ϕ).(8)