ภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือด
แม่แบบ:ใช้ปีคศ แม่แบบ:Infobox medical condition (new) ภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือด (แม่แบบ:Langx) หรือ คอเลสเตอรอลสูง เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะสารไขมันสูงในเลือด (hyperlipidemia), ของภาวะมีไลโพโปรตีนสูงในเลือด (hyperlipoproteinemia) และของภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia)[1]
การมีคอเลสเตอรอลหนาแน่นต่ำ (LDL) และคอเลสเตอรอลแบบอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่ไม่ใช่ HDL ในเลือดสูงอาจเป็นผลของอาหาร ของโรคทางพันธุกรรม (เช่น การกลายพันธุ์ของ LDL receptor ในภาวะโรคชนิดครอบครัว) หรือของการมีโรคอื่นแม่แบบ:Nbspๆ เช่น [[เบาหวานชนิดที่ 2|เบาหวานชนิดที่แม่แบบ:Nbsp2]] และภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย[1]
คอเลสเตอรอลเป็นลิพิดประเภทหนึ่งในลิพิดหลัก 3แม่แบบ:Nbspอย่างที่เซลล์ทั้งหมดของสัตว์ผลิตและใช้เพื่อสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ ส่วนเซลล์พืชผลิตไฟโตสเตอรอล (ซึ่งคล้ายแม่แบบ:Nbspๆ กับแม่แบบ:Nowrap) แต่เป็นจำนวนน้อยกว่า[2] คอเลสเตอรอลเป็นตัวตั้งต้นของฮอร์โมนสเตอรอยด์และกรดน้ำดี คอเลสเตอรอลละลายน้ำไม่ได้ จึงต้องขนส่งในเลือดโดยบรรจุในอนุภาคโปรตีน คือไลโพโปรตีน ซึ่งจัดเป็นหมวดแม่แบบ:Nbspๆ โดยความหนาแน่น คือ ไลโพโปรตีนหนาแน่นต่ำมาก (VLDL) ไลโพโปรตีนหนาแน่นปานกลาง (IDL) ไลโพโปรตีนหนาแน่นต่ำ (LDL) และไลโพโปรตีนหนาแน่นสูง (HDL)[3] ไลโพโปรตีนทุกชนิดมีหน้าที่บรรทุกแม่แบบ:Nowrapไป แต่การมีไลโพโปรตีนสูงนอกจาก HDL โดยเฉพาะ LDL จะทำให้เสี่ยงมีภาวะหลอดเลือดแข็งและโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น[4] ในนัยตรงกันข้าม การมี HDL สูงจะช่วยป้องกันโรคเหล่านั้น[5]
ในผู้ใหญ่ การไม่กินไขมันทรานส์และการแทนไขมันอิ่มตัวในอาหารด้วยไขมันไม่อิ่มตัวมีพันธะคู่หลายคู่ (polyunsaturated fats) เป็นวิธีการลดคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ในเลือด[6][7] สำหรับคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงมาก (เช่น มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดชนิดครอบครัว) การเปลี่ยนอาหารมักจะไม่พอลด LDL ให้ถึงระดับที่ต้องการ ดังนั้น จึงต้องกินยาลดไขมัน[8] ถ้าจำเป็น มีวิธีการรักษาอื่นแม่แบบ:Nbspๆ รวมทั้งการกรอง LDL ในเลือดออก (LDL apheresis) หรือแม้แต่การผ่าตัด (โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดชนิดครอบครัวแบบรุนแรง)[8]
รายงานผลสำรวจสุขภาพของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเมื่อปี พ.ศ. 2557 พบว่า ประชากรไทยอายุ 15แม่แบบ:Nbspปีขึ้นไป มีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด (200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) ถึงแม่แบบ:Nowrap หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ แม่แบบ:Nowrap โดยแบ่งเป็นผู้ชายแม่แบบ:Nowrap และผู้หญิงแม่แบบ:Nowrap[9] แม่แบบ:TOC limit
อาการ

แม้ภาวะนี้โดยตนเองจะไม่มีอาการ แต่การมีคอเลสเตอรอลสูงในเลือดนานแม่แบบ:Nbspๆ อาจก่อภาวะหลอดเลือดแข็ง โดยไขมันจะเข้าไปเกาะในหลอดเลือดแดง[10] คือ เมื่อเวลาผ่านไปเป็นทศวรรษแม่แบบ:Nbspๆ การมีไขมันในเลือดสูงจะช่วยก่อตะกรันในท่อเลือดแดง (atheroma) ซึ่งจะทำให้ท่อเลือดค่อยแม่แบบ:Nbspๆ แคบลง (stenosis) หรือตะกรันอาจจะหลุดออกไปอุดทางเดินของเลือด[11]
การอุดตันของเส้นเลือดแดงหล่อเลี้ยงหัวใจแบบฉับพลันอาจทำให้หัวใจวาย การอุดตันของเส้นเลือดหล่อเลี้ยงสมองอาจก่อโรคลมเหตุหลอดเลือดสมอง (stroke) ถ้าหลอดเลือดแคบลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เลือดก็จะไปเลี้ยงเนื้อเยื่อน้อยลงจนกระทั่งอวัยวะเริ่มมีปัญหา ในระยะนี้ การขาดเลือดของเนื้อเยื่อก็อาจปรากฏเป็นอาการโดยเฉพาะแม่แบบ:Nbspๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) อาจปรากฏเป็นอาการชั่วคราวรวมทั้งการมองไม่เห็น คลื่นไส้ ทรงตัวไม่ดี พูดลำบาก อัมพฤกษ์ หรือความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia) โดยปกติที่ข้างเดียวของร่างกาย การมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พออาจก่ออาการปวดเค้นหัวใจ การมีเลือดไปเลี้ยงตาไม่พออาจทำให้มองไม่เห็นข้างเดียวชั่วคราว (amaurosis fugax) การมีเลือดไปเลี้ยงขาไม่พออาจทำให้ปวดน่องเมื่อเดิน (claudication) การมีเลือดไปเลี้ยงลำไส้ไม่พออาจทำให้ปวดท้องหลังอาหาร (abdominal angina)[1][12]
ภาวะนี้บางชนิดก่ออาการโดยเฉพาะแม่แบบ:Nbspๆ เช่น ภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดชนิดครอบครัว (Type IIa hyperlipoproteinemia) จะสัมพันธ์กับกระเหลืองหนังตา (Xanthelasma palpebrarum) ซึ่งเป็นตุ่มเหลืองแม่แบบ:Nbspๆ ที่หนังตาและมีคอเลสเตอรอลอยู่ข้างใน[13], กับ arcus senilis คือรอบแม่แบบ:Nbspๆ กระจกตาจะออกสีขาวแม่แบบ:Nbspๆ หรือเทาแม่แบบ:Nbspๆ[14] และกับ xanthomata ซึ่งเป็นการพอกไขมันที่เส้นเอ็นโดยมักเป็นที่นิ้ว[15][16] ส่วน Type III hyperlipoproteinemia อาจสัมพันธ์กับ xanthomata ของฝ่ามือ เข่า และศอก[15]
เหตุ

ภาวะนี้ปกติจะเกิดเพราะปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม[10] ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมรวมน้ำหนักตัว อาหาร และความเครียด[10][17] ความเหงาก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเหมือนกัน[18]
อาหาร
อาหารมีผลต่อคอเลสเตอรอลในเลือด แต่มีผลเท่าไหร่จะขึ้นอยู่กับบุคคล[19][20] อาหารที่มีน้ำตาลมากหรือไขมันอิ่มตัวมาก จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลแบบรวมและแบบ LDL[21] ไขมันทรานส์พบว่าทั้งลดระดับ HDL (ไขมันดี) และเพิ่มระดับ LDL (ไขมันไม่ดี)[22]
งานทบทวนปีแม่แบบ:Nbsp2016 พบหลักฐานเบื้องต้นว่า คอเลสเตอรอลในอาหารสัมพันธ์กับคอเลสเตอรอลที่สูงกว่าในเลือด[23] จนถึงปีแม่แบบ:Nbsp2018 การกินคอเลสเตอรอลก็ดูเหมือนจะสัมพันธ์กับระดับ LDL อย่างพอสมควรในเชิงบวก[24]
โรคและการรักษา
ภาวะอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลได้รวมทั้ง[[เบาหวานชนิดที่ 2|เบาหวานชนิดที่แม่แบบ:Nbsp2]], โรคอ้วน, การดื่มสุรา, monoclonal gammopathy คือการมี myeloma protein หรือ monoclonal gamma globulin สูงเกินในเลือด, การล้างไต, กลุ่มอาการเนโฟรติก, ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย, กลุ่มอาการคุชิง และโรคเบื่ออาหารเหตุจิตใจ[10] ยาหลายชนิดอาจขัดขวางเมแทบอลิซึมของลิพิด รวมทั้ง thiazide diuretics, ciclosporin, กลูโคคอร์ติคอยด์, เบตาบล็อกเกอร์, retinoic acid, ยาระงับอาการทางจิต[10], ยากันชักบางอย่าง และยารักษาเอชไอวีรวมทั้งอินเตอร์เฟียรอน[25]
กรรมพันธุ์
เหตุทางพันธุกรรมมักจะมาจากยีนหลายตัว (polygenic) แต่ในบางกรณี อาจมาจากความบกพร่องของยีนตัวเดียว ดังที่พบในภาวะแม่แบบ:Nowrapสูงในเลือดชนิดครอบครัว[10] ซึ่งการกลายพันธุ์อาจอยู่ในยีน APOB (Apolipoprotein B) โดยเกิดจากยีนเด่น หรือในยีน LDLRAP1 (Low-density lipoprotein receptor adapter protein 1) โดยเกิดจากยีนด้อย หรือรูปผันแปรชนิด HCHOLA3 ของยีน PCSK9 โดยเกิดจากยีนเด่น หรือในยีน LDLR (receptor gene)[26] ภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดชนิดครอบครัวมีอัตราเกิด แม่แบบ:Nowrap[27]
กลุ่มคนยิวลิตแว็กส์ที่มีรากฐานเดิมจากแกรนด์ดัชชีลิทัวเนียอาจมีปัญหาทางกรรมพันธุ์ที่เกิดจากปรากฏการณ์ผู้ก่อตั้ง (founder effect)[28] คือมีภาวะโรคชนิด G197del LDLR ซึ่งสืบสาวลักษณะทางพันธุกรรมไปได้จนถึงศตวรรษที่แม่แบบ:Nbsp14[29]
การวินิจฉัย
| ประเภท | mmol/L | mg/dL | การตีความหมาย |
|---|---|---|---|
| คอเลสเตอรอลรวม | <5.2 | <200 | ดี[30] |
| 5.2-6.2 | 200-239 | คาบเส้น[30] | |
| >6.2 | >240 | สูง[30] | |
| LDL | <2.6 | <100 | ดีสุด[30] |
| 2.6-3.3 | 100-129 | ดี[30] | |
| 3.4-4.1 | 130-159 | คาบเส้นสูง[30] | |
| 4.1-4.9 | 160-189 | สูงและไม่ดี[30] | |
| >4.9 | >190 | สูงมาก[30] | |
| HDL | <1.0 | <40 | ไม่ดี เสี่ยงขึ้น[30] |
| 1.0-1.5 | 41-59 | โอเค[30] | |
| >1.55 | >60 | ดี เสี่ยงลดลง[30] |
ในบางประเทศรวมทั้งประเทศไทย คอเลสเตอรอลมีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม/เดซิลิตร (mg/dL)[31] ส่วนในสหราชอาณาจักร ในประเทศยุโรปโดยมาก และในแคนาดา หน่วยวัดจะเป็นมิลลิโมล/ลิตร[32]
สถาบันหัวใจปอดและเลือดแห่งชาติอันเป็นส่วนของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ จัดคอเลสเตอรอลรวมที่น้อยกว่า แม่แบบ:Nowrap ว่า "พึงประสงค์"/ดี, ที่ระหว่าง แม่แบบ:Nowrap ว่า "คาบเส้นสูง" และตั้งแต่ แม่แบบ:Nowrap ขึ้นไปว่า "สูง"[33]
ไม่มีเส้นตายแบ่งระดับคอเลสเตอรอลว่าปกติหรือผิดปกติ เพราะต้องเทียบกับสุขภาพทั่วไปและปัจจัยเสี่ยง[34][35][36]
ระดับคอเลสเตอรอลรวมที่สูงกว่าจะเพิ่มความเสี่ยงโรคระบบหัวใจหลอดเลือดโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ[37] ระดับแม่แบบ:Nowrapทั้งแบบ LDL และ non-HDL สามารถใช้พยากรณ์โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ แต่อะไรพยากรณ์ได้ดีกว่าก็ยังไม่มีข้อยุติ[38] การมี LDL ซึ่งมีอนุภาคเล็กและหนาแน่นในระดับสูงอาจจะอันตรายเป็นพิเศษ แต่การวัด LDL ก็ไม่แนะนำเพื่อใช้พยากรณ์ความเสี่ยง[38] ในอดีต ระดับ LDL และ VLDL มักจะไม่ได้วัดโดยตรงเพราะค่าใช้จ่ายสูง[39][40][41]
ระดับไตรกลีเซอไรด์หลังอดอาหารได้ใช้เป็นค่าระบุระดับ VLDL (ทั่วไปแล้วแม่แบบ:Nowrap ของไตรกลีเซอไรด์หลังอดอาหารจะเป็น VLDL) เทียบกับค่า LDL ซึ่งปกติจะประมาณด้วยสูตรของ Friedewald คือ
LDL คอเลสเตอรอลรวม – HDL – (0.2 x ไตรกลีเซอไรด์หลังอดอาหาร)[42]
แต่สูตรนี้ใช้ไม่ได้เมื่อไม่อดอาหาร หรือว่าค่าไตรกลีเซอไรด์สูงคือ >4.5 mmol/L หรือ >~400 mg/dL ดังนั้น แนวทางปฏิบัติเร็วแม่แบบ:Nbspๆ นี้จึงได้สนับสนุนให้วัดค่า LDL โดยตรงเมื่อเป็นไปได้[38] แต่เมื่อใช้ตรวจภาวะนี้ การวัดไลโพโปรตีนต่างหากแม่แบบ:Nbspๆ ทั้งหมดรวมทั้ง VLDL, IDL, LDL และ HDL รวมทั้ง apolipoproteins และ lipoprotein (a) ก็อาจเป็นประโยชน์ด้วย[38] ปัจจุบันจะแนะนำการตรวจพันธุกรรมถ้าสงสัยว่ามีภาวะนี้ชนิดครอบครัว[38]
การจัดหมวด
แม่แบบ:บทความหลัก ดั้งเดิมแล้ว ภาวะนี้ได้จัดหมวดอาศัยการแยกไลโพโปรตีนด้วยอิเล็กโตรโฟรีซิสแล้วจัดหมวดด้วย Fredrickson classification แต่ก็มีวิธีใหม่แม่แบบ:Nbspๆ เช่น lipoprotein subclass analysis ซึ่งดีกว่าเพราะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินของโรคหลอดเลือดแดงแข็งกับผลทางคลินิก ถ้าเป็นภาวะแบบกรรมพันธุ์ คือ familial hypercholesterolemia ปกติประวัติครอบครัวก็จะมีโรคหลอดเลือดแดงแข็งที่เกิดก่อนวัย[43]
การตรวจคัดกรอง
คณะกรรมการป้องกันโรคสหรัฐ (U.S. Preventive Services Task Force) แนะนำอย่างหนักแน่นในปีแม่แบบ:Nbsp2008 ให้ตรวจคัดกรองชายอายุตั้งแต่ 35แม่แบบ:Nbspปี และหญิงอายุตั้งแต่ 45แม่แบบ:Nbspปีสำหรับโรคไขมัน และให้รักษาผู้ผ่านเกณฑ์ที่เสี่ยงโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และก็แนะนำให้ตรวจคัดกรองชายอายุระหว่าง แม่แบบ:Nowrap และหญิงอายุ แม่แบบ:Nowrapถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ของโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ[44] ในปีแม่แบบ:Nbsp2016 คณะกรรมการได้สรุปว่า การตรวจประชากรทั่วไปที่มีอายุต่ำกว่า 40แม่แบบ:Nbspปีและไม่มีอาการ มีประโยชน์ที่ไม่ชัดเจน[45][46]
ประเทศแคนาดาแนะนำให้ตรวจคัดกรองชายอายุตั้งแต่ 40แม่แบบ:Nbspปีขึ้นและหญิงอายุตั้งแต่ 50แม่แบบ:Nbspปีขึ้น[47] สำหรับผู้มีระดับคอเลสเตอรอลปกติ แนะนำให้ตรวจคัดกรองทุก 5แม่แบบ:Nbspปี[48] เมื่อเริ่มกินยาลดไขมันคือสแตตินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจคอเลสเตอรอลอีกต่อไป ยกเว้นเพื่อจะดูว่าคนไข้ให้ความร่วมมือในการรักษาหรือไม่[49]
การรักษา
การรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจโดยแบ่งเป็น 4 ระดับ[50] ซึ่งใช้ระดับคอเลสเตอรอล LDL เป็นเป้าหมายและขีดเริ่มเปลี่ยนในการรักษาต่างแม่แบบ:Nbspๆ[50] ระดับเสี่ยงยิ่งสูงเท่าไร ขีดเริ่มเปลี่ยนของคอเลสเตอรอลก็ต่ำลงเท่านั้น[50]
| ความเสี่ยง | เกณฑ์ | เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต | เปลี่ยนยา | ||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จำนวนปัจจัยเสี่ยง† | ความเสี่ยงใน 10แม่แบบ:Nbspปีที่จะมี โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ |
mmol/L | mg/dL | mmol/L | mg/dL | ||
| สูง | เป็นโรคหัวใจมาก่อน | หรือ | >20% | >2.6[51] | >100 | >2.6 | >100 |
| เกือบสูง | 2 หรือยิ่งกว่า | และ | 10-20% | >3.4 | >130 | >3.4 | >130 |
| ปานกลาง | 2 หรือยิ่งกว่า | และ | <10% | >3.4 | >130 | >4.1 | >160 |
| ต่ำ | 0 หรือ 1 | >4.1 | >160 | >4.9 | >190 | ||
| †ปัจจัยเสี่ยงรวมการสูบบุหรี่ ความดันสูง (BP ≥แม่แบบ:Nowrap หรือกินยาความดันสูง), แม่แบบ:Nowrap ต่ำ (แม่แบบ:Nowrap), ประวัติครอบครัวที่มีโรคหัวใจก่อนวัย, อายุ แม่แบบ:Nowrap แม่แบบ:Nowrap | |||||||
สำหรับผู้เสี่ยงสูง การเปลี่ยนวิถีชีวิตบวกกับการกินยาสแตตินพบว่า ลดอัตราการตาย[10]
วิถีชีวิต
วิถีชีวิตที่แนะนำให้เปลี่ยนสำหรับผู้มีคอเลสเตอรอลสูงรวมทั้งเลิกสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มสุรา เพิ่มออกกำลังกาย และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์[19] คนน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนสามารถลดคอเลสเตอรอลในเลือดโดยการลดน้ำหนัก โดยเฉลี่ยแล้ว การลดน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมสารถลดคอเลสเตอรอล LDL ได้ แม่แบบ:Nowrap[8]
อาหาร
การทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และใยอาหารมาก มีไขมันต่ำ จะลดคอเลสเตอรอลรวมได้พอสมควร[52][53][8]
การได้คอเลสเตอรอลจากอาหาร จะทำให้ระดับในเลือดสูงขึ้นเล็กน้อย[54][55] โดยสูงขึ้นแค่ไหนจะพยากรณ์ได้โดยใช้สูตรของคียส์[56]แม่แบบ:Efn-ua และสูตรของเฮ็กสเต็ด (แม่แบบ:Langx)[57]แม่แบบ:Efn-ua
เคยมีแนวทางปฏิบัติให้จำกัดคอเลสเตอรอลจากอาหารในสหรัฐ แต่ก็ไม่มีในแคนาดา ในสหราชอาณาจักร หรือในออสเตรเลีย[54] อย่างไรก็ดี ในปีแม่แบบ:Nbsp2015 สหรัฐก็ได้เลิกข้อแนะนำให้จำกัดคอเลสเตอรอลจากอาหาร[58]
งานปริทัศน์เป็นระบบแบบคอเคลนปีแม่แบบ:Nbsp2020 พบว่าการแทนไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัวลดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงเล็กน้อยเพราะลดแม่แบบ:Nowrapในเลือด[59] แต่งานปริทัศน์เป็นระบบอื่นแม่แบบ:Nbspๆ กลับไม่พบผลของไขมันอิ่มตัวต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด[60][7] ไขมันทรานส์จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวกับคอเลสเตอรอล ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์[7] สมาคมลิพิดแห่งชาติสหรัฐ (NLA) แนะนำให้ผู้ที่มีภาวะโรคชนิดครอบครัวจำกัดการกินไขมันให้เหลือเพียง 25-35% ของพลังงานทั้งหมดที่ได้[8] สำหรับอาหารที่มีพลังงานต่ำ การเปลี่ยนการกินไขมันดูเหมือนจะไม่มีผลต่อคอเลสเตอรอลในเลือด[61]
การเพิ่มกินใยอาหารที่ละลายน้ำได้พบว่า ลดระดับคอเลสเตอรอลแบบ LDL ได้โดยใยอาหารแต่ละกรัมจะลด LDL ได้โดยเฉลี่ย แม่แบบ:Nowrap (แม่แบบ:Nowrap)[62] การเพิ่มกินธัญพืชแบบไม่ขัดสียังพบว่าลดคอเลสเตอรอลแบบ LDL ได้ด้วยโดยข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีให้ผลดีเป็นพิเศษ[63] การเพิ่ม phytosterols และ phytostanols จากพืช แม่แบบ:Nowrap และไฟเบอร์ละลายน้ำได้ แม่แบบ:Nowrap พบว่าลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหาร[8] อาหารที่มีฟรักโทสมากสามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล LDL ในเลือด[64]
ยา
แพทย์มักจะรักษาโดยสั่งยาสแตตินและให้เปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้ถูกสุขภาพยิ่งขึ้น[65] สแตตินสามารถลดคอเลสเตอรอลรวมประมาณครึ่งหนึ่งสำหรับคนโดยมาก[38] และมีประสิทธิภาพลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในคนทั้งที่มี[66] และไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน[67][68][69][70] ในบุคคลที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด สแตตินพบว่าลดอัตราการตายจากเหตุทั้งหมด ลดโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจทั้งที่ถึงตายและไม่ถึงตาย และลดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน[71] โดยประโยชน์จะยิ่งขึ้นเมื่อให้กินยามาก (high-intensity statin therapy)[72] สแตตินอาจเพิ่มคุณภาพชีวิตสำหรับบุคคลที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน (คือเพื่อป้องกันโรคระดับปฐมภูมิ)[71] แม้สแตตินจะลดระดับคอเลสเตอรอลในเด็กที่มีโรคนี้ แต่จนถึงปีแม่แบบ:Nbsp2010 ก็ไม่พบว่าทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น[73] และจริงแม่แบบ:Nbspๆ การเปลี่ยนอาหารก็เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับเด็ก[38]
ยาอื่นแม่แบบ:Nbspๆ ที่หมออาจจะให้รวมทั้ง fibrate, ไนอาซิน และคอเลสไตรามีน[74] แต่ปกติ นี้จะแนะนำก็ต่อเมื่อคนไข้ทนรับสแตตินไม่ได้ หรือสำหรับหญิงมีครรภ์[74] สารภูมิต้านทานสำหรับฉีดต่อต้านโปรตีน PCSK9 (รวมทั้ง evolocumab, bococizumab, alirocumab) ลดคอเลสเตอรอลได้ และพบว่าลดอัตราการตายด้วย[75]
แนวทางปฏิบัติ
ประเทศไทยมีแนวทางเวชปฏิบัตการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด พ.ศ. ๒๕๕๙ จากสมาคมโรคหลอดแดงแห่งประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย[76]
กลุ่มประชากรโดยเฉพาะแม่แบบ:Nbspๆ
สำหรับผู้มีการคาดหมายคงชีพค่อนข้างสั้น ภาวะนี้จะไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ตายไม่ว่าจะด้วยเหตุใดแม่แบบ:Nbspๆ แม้กระทั่งโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ[77] สำหรับผู้อายุมากกว่า 70แม่แบบ:Nbspปี ภาวะนี้ไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เข้าโรงพยาบาลเนื่องกับกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือดหรืออาการปวดเค้นหัวใจ[77] สำหรับผู้อายุเกิน 85แม่แบบ:Nbspปี การใช้ยาสแตตินจะเสี่ยงเพิ่มขึ้น[77] ด้วยเหตุนี้ ยาลดระดับลิพิดจึงไม่ควรใช้เป็นปกติกับผู้มีการคาดหมายคงชีพจำกัด[77] American College of Physicians แนะนำการรักษาผู้มีภาวะนี้ที่มีเบาหวาน คือ[78]
- สแตตินควรใช้เป็นการป้องกันในระดับปฐมภูมิ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคหลอดเลือดส่วนปลาย สำหรับผู้ใหญ่ที่มีเบาหวานแม่แบบ:Nowrap และปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นแม่แบบ:Nbspๆ
- ควรใช้ยาลดลิพิดเป็นการป้องกันในระดับทุติยภูมิ เพื่อป้องกันความตายและภาวะเนื่องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจและเบาหวานแม่แบบ:Nowrap
- หลังจากที่เริ่มการรักษาเพื่อลดลิพิด คนที่มีเบาหวานแม่แบบ:Nowrap ควรจะกินยาสแตตินในขนาดปานกลาง (moderate) เป็นอย่างน้อย[79]
- สำหรับคนไข้เบาหวานแม่แบบ:Nowrap ที่กินยาสแตติน การตรวจการทำงานของตับหรือตรวจเอนไซม์จากกล้ามเนื้อไม่แนะนำยกเว้นในกรณีโดยเฉพาะแม่แบบ:Nbspๆ
แพทย์ทางเลือก
งานสำรวจปีแม่แบบ:Nbsp2002 ของสหรัฐพบว่า ในบรรดาผู้ใหญ่ที่ใช้การรักษาโดยแพทย์ทางเลือก มีแม่แบบ:Nowrap เท่านั้นที่ใช้เพื่อรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูง โดยแม่แบบ:Nowrap ของคนไข้เหล่านั้นใช้ร่วมกับการรักษาของแพทย์ปัจจุบันซึ่งเหมือนกับการสำรวจครั้งก่อนแม่แบบ:Nbspๆ[80] งานปริทัศน์เป็นระบบปีแม่แบบ:Nbsp2011[81] เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาจีนได้ผลที่สรุปไม่ได้เพราะงานที่มีให้ทบทวนใช้ระเบียบวิธีที่ไม่ดี งานทบทวนปีแม่แบบ:Nbsp2009 พบว่าการใช้ยา phytosterols และ/หรือ phytostanols โดยเฉลี่ย แม่แบบ:Nowrapลดคอเลสเตอรอล LDL ได้แม่แบบ:Nowrap โดยเฉลี่ย[82] ในปีแม่แบบ:Nbsp2000 องค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุมัติการลงป้ายอาหารที่มี phytosterol หรือ phytostanol ตามจำนวนที่กำหนดว่า ช่วยลดคอเลสเตอรอล แต่ในปีแม่แบบ:Nbsp2003 ก็ขยายอนุญาตให้ใช้ป้ายสำหรับทั้งอาหารและอาหารเสริมที่ให้ phytosterol หรือ phytostanol เกิน แม่แบบ:Nowrap แต่นักวิจัยบ้างพวกก็เป็นห่วงเรื่องการมีอาหารเสริมที่เป็นเอสเทอร์สเตอรอลของพืช และชี้ว่าไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในระยะยาว[83]
วิทยาการระบาด
รายงานผลสำรวจสุขภาพของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเมื่อปี พ.ศ. 2557 พบว่า ประชากรไทยอายุ 15แม่แบบ:Nbspปีขึ้นไป มีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด (200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) ถึงแม่แบบ:Nowrap หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ แม่แบบ:Nowrap โดยแบ่งเป็นผู้ชายแม่แบบ:Nowrap และผู้หญิงแม่แบบ:Nowrap[9]
ทิศทางงานวิจัย
วิธีรักษาใหม่ที่กำลังศึกษาก็คือการรักษาด้วยยีน (gene therapy)[84][85]
เชิงอรรถ
อ้างอิง
แหล่งข้อมูลอื่น
แม่แบบ:Medical resources แม่แบบ:สถานีย่อย
- ↑ 1.0 1.1 1.2 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ 7.0 7.1 7.2 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 9.0 9.1 แม่แบบ:Cite web
- ↑ 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 10.5 10.6 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite book
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 15.0 15.1 แม่แบบ:Cite book
- ↑ แม่แบบ:Cite book
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 19.0 19.1 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite book
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 30.00 30.01 30.02 30.03 30.04 30.05 30.06 30.07 30.08 30.09 30.10 แม่แบบ:Cite journal which cites
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ ATP III Guidelines At-A-Glance Quick Desk Reference, National Cholesterol Education Program. Retrieved 2013-03-09.
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 38.0 38.1 38.2 38.3 38.4 38.5 38.6 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite book
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 50.0 50.1 50.2 50.3 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 54.0 54.1 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 71.0 71.1 แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ 74.0 74.1 แม่แบบ:NICE
- ↑ แม่แบบ:Cite web
- ↑ 77.0 77.1 77.2 77.3 แม่แบบ:Citation
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal
- ↑ แม่แบบ:Cite journal